วันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2562 14:27 น.

ไอที

ใช้ไอที ต่อยอดหนุน “หลักนิติธรรม” สร้างอนาคตยั่งยืน

วันพุธ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562, 13.40 น.

ใช้ไอที ต่อยอดหนุน  “หลักนิติธรรม” สร้างอนาคตยั่งยืน

 
 
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ  Institute for Global Law and Policy -  IGLP at Harvard Law School ตอกย้ำการสร้างเสริมหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีในโลกที่ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด และมีผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อสมาชิกในสังคม
 
 
 “หลักนิติธรรม” ซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างเสริมสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม การมีส่วนร่วม และความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคม จึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องใส่ใจและให้สำคัญ ในการนี้ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice - TIJ) จึงจับมือกับสถาบัน Institute for Global Law and Policy หรือ  IGLP แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปิดเวทีสาธารณะระดับนานาชาติว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนครั้งที่ 7 ในหัวข้อ “นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อความยุติธรรม” เชิญผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เกี่ยวข้องร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในเรื่องของการผสานความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ากับการออกแบบนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำนำสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
 
 
ทั้งนี้ หลักนิติธรรมถูกกำหนดไว้เป็นเป้าหมายที่ 16 จากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (UN’s Sustainable Development Goals – SDGs) จำนวน 17 ข้อ และได้รับการยอมรับว่านอกจากจะเป็นเป้าหมายในตัวเองแล้ว หลักนิติธรรมยังเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการสร้างเสถียรภาพและการเปลี่ยนแปลงสังคม ทั้งยังเป็นปัจจัยเอื้อให้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนประการอื่น ๆ ประสบความสำเร็จอีกด้วย
 
 
ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่า   ในขณะที่สังคมเผชิญกับภัยคุกคามไซเบอร์ การทุจริตคอรัปชั่น ความไม่เท่าเทียมในสังคม และประเด็นการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม การแก้ปัญหาไม่อาจสำเร็จได้โดยอาศัยเพียงนักกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมาย หากยังต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมทั้งต้องการวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้หลักนิติธรรมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในการนี้ จำเป็นต้องอาศัยพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนโลกในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการออกแบบนโยบายที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งหากใช้เครื่องมือทั้งสองอย่างนี้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเชิงโครงสร้างจะเกิดขึ้นได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และยั่งยืนยิ่งขึ้น 
 
 
ในการกล่าวปาฐกถาพิเศษ นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ได้ให้มุมมองว่า เพราะอาชญากรทำงานกันเป็นเครือข่าย เราจึงต้องใช้เครือข่ายจัดการกับเครือข่าย และเพราะอาชญากรทำงานโดยใช้เทคโนโลยี เราจึงต้องใช้เทคโนโลยีจัดการกับเทคโนโลยีด้วย การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในยุคดิจิทัล ให้สามารถอำนวยความเป็นธรรมแก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส เป็นธรรม และทันสมัย จะเป็นทิศทางหลักในการทำงานของเครือข่ายบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมไทยและนานาชาติ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือเพื่อเติมเต็มศักยภาพระหว่างกันทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติจริง พร้อมเป็นที่พึ่งและช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน 
 
 
ทางด้าน ศ.ดร.ชีล่า จาซานอฟ จาก  Kennedy School of Government มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ชี้ว่า  กฎหมายและเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ โดยทั่วไปคนมักเข้าใจว่า เทคโนโลยีจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งที่กฎหมายวางแนวทางไว้ แท้จริงแล้วเทคโนโลยีไม่ได้นำหน้ากฎหมาย หากแต่ทำงานร่วมกันในการสร้างระเบียบสังคมที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวแปร” นอกจากนี้ยังชี้ว่า หน้าที่หลักของกฎหมายคือการกำหนดและปกป้องคุณค่าและสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ในบริบทของการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่เทคโนโลยีเป็นตัวทดสอบและปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานเดิมในสังคม และนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ ๆ เช่น ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัว เป็นต้น
 
 
“พวกเราควรจะได้ตระหนักและเข้าใจศักยภาพในทางสร้างสรรค์ของกฎหมาย ซึ่งเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี” ศ.ดร.ชีล่า กล่าวย้ำ
 
 
เวทีสาธารณะระดับนานาชาติในครั้งนี้ ยังมีการเสวนาใน 3 หัวข้อ  จากการตกตะกอนร่วมกันของนักกฎหมาย นักนโยบาย นักเทคโนโลยี และนักวิชาการ 140 คน จากกว่า 40 ประเทศ ที่ได้ผ่านการเรียนรู้ และระดมสมองอย่างเข้มข้นตลอด 5 วันเต็ม ในหลักสูตร “TIJ-IGLP Workshop for Emerging Leaders on the Rule of Law and Policy” ประจำปี 2562 
 
 
การเสวนาแรกจัดภายใต้หัวข้อ ประสบการณ์ในระดับภูมิภาคด้านหลักนิติธรรมและนโยบาย” ได้หยิบยกประสบการณ์ที่น่าสนใจด้านหลักนิติธรรมที่หลากหลายประเทศในอาเซียน ทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย กำลังเผชิญ อาทิ ประเด็นด้านสิทธิในที่ทำกินและปัญหาสิ่งแวดล้อม ประเด็นความเสมอภาคทางเพศ และการต่อต้านการคอร์รัปชั่น มานำเสนอ  ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ก่อตั้ง HAND Social Enterprise อ้างถึงองค์กรกว่า 30 แห่งในประเทศไทยที่กระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงพลังในการแจ้งพฤติกรรมคอร์รัปชั่นผ่านสื่อโซเชียล โดยชี้ว่า  เราต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน ผ่านการสร้างระบบนิเวศเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น 
  
 
การเสวนาที่ 2 ว่าด้วย  การสร้างเสริมความเท่าเทียมและความยุติธรรมด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี” อภิปรายเกี่ยวกับประเด็นด้านผู้กำกับดูแลเทคโนโลยี การย้ำเตือนถึงอันตรายจากการรวมอำนาจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในมือของรัฐบาล และกลุ่มธุรกิจต่างๆ ซึ่งผู้เสวนาทุกคนต่างก็เห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าว ทั้งยังเห็นว่า เทคโนโลยีสามารถเข้ามาเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความโปร่งใส ความเสมอภาคและความยุติธรรมได้
 
 
ศ.ลูซี่ ไวท์ ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปรียบเทียบระบบสาธารณสุขระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทยว่า “ผู้มีรายได้น้อยในสหรัฐมีระบบสาธารณสุขที่ไม่ดี ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยในไทยจัดว่าได้รับการดูแลด้านสาธารณสุขที่ทันสมัยและหลากหลาย” ทั้งยังอธิบายต่อว่า สภาวการณ์นี้เกิดขึ้นเนื่องจากสาธารณสุขในประเทศไทยให้ความสำคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐานของคนมากกว่าผลประโยชน์ทางการค้า
 
 
 
การเสวนาสุดท้ายในหัวข้อ “การนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อตอบโต้ข้อท้าทายของอาชญากรรมในโลกไร้พรมแดน” อภิปรายถึงคดีอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ทั่วโลกที่ก่อให้เกิดความเสียหายกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ถือเป็นความท้าทายที่หนักหนาอย่างหนึ่ง เมื่อโลกยังแบ่งแยกด้วยเขตพรมแดน แต่อาชญากรก่ออาชญากรรมอย่างไร้พรมแดน  
 
 
ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท AccRevo ชี้ว่า การต่อสู้กับอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์เป็นเรื่องที่  ยาก ใช้เวลานาน และมีค่าใช้จ่ายสูง” อีกทั้งบุคลากรที่มีหน้าที่ในการต่อสู้กับอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ ยังมีความรู้และความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องไม่เพียงพอ เช่น หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น 
 
 
 
อย่างไรก็ตามผู้เสวนาล้วนเห็นตรงกันว่า ทั่วโลกต้องร่วมมือกันเพื่อกำหนดนโยบายและข้อกำหนดต่างๆ ในการทำงาน ตลอดจนบทลงโทษทางกฎหมาย
 
 
มร. เดนนิส เดวิส ผู้พิพากษาศาลฎีกาแห่งเคปทาว์น ซึ่งเข้าร่วมการเสวนา ให้ความเห็นว่า การต่อสู้กับอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์จะสำเร็จได้ จำเป็นต้องอาศัย “การประสานความร่วมมือกันและการแบ่งปันข้อมูลระว่างรัฐบาล