วันอังคาร ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 02:41 น.

การเมือง

“อุเทน” วอนศาลรับฟังข้อเท็จจริงใหม่คดีล้มเวทีอาเซียน 52

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 16.53 น.

“อุเทน” เห็นใจ “ศักดา นพสิทธิ์” ติดคุกคดีล้มประชุมอาเซียนปี 52 ทั้งที่ “พยานปากเอก” โดนตัดสินให้การเท็จ หวังศาลรับฟัง “ข้อเท็จจริงใหม่” ให้ความเป็นธรรมผู้ถูกกกล่าวหา ซัด “ตระกูลชินวัตร-เพื่อไทย” ไม่เหลียวแล “ม็อบ” ที่ติดคดี-คิดตาราง

นายอุเทน ชาติภิญโญ อดีตหัวหน้าพรรคคนไทย เปิดเผยว่า เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยม นายศักดา นพสิทธิ์ ผู้ต้องขังในคดีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่โรงแรมรอยัลคลิป บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อปี 2552 ซึ่งศาลฎีกา พิพากษาจำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ที่เรือนจำพิเศษพัทยา หลังจากได้รับการร้องทุกข์จากครอบครัวของนายศักดา ซึ่งนายศักดาได้ฝากหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคดีมาฉบับหนึ่ง  ใจความกล่าวถึงการขอเรียกร้องความเป็นธรรมและข้อต่อสู้ต่างๆ โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วมกับการชุมนุมของ นปช. เพราะขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริหารและโฆษกพรรคเพื่อไทย อีกทั้งยังไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมหรือบุกเข้าโรงแรมที่ใช้จัดประชุมในวันที่ 11 เม.ย.52 แต่อย่างใด ขณะที่ในวันที่ 10 เม.ย.ที่ได้เข้าไปอยู่ในสถานที่ชุมนุม ก็เนื่องจากไปติดตามสถานการณ์ ในฐานะที่เป็นคน จ.ชลบุรี เท่านั้น แต่ในชั้นศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ กลับถูกวินิจฉัยว่าเป็นตัวการร่วม จากคำกล่าวอ้างของพยาน คือ พ.ต.ท.ศราวุธ บุญชัย (สารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจภูธร (สภ.) ขลุง จ.จันทบุรี ในขณะนั้น) ที่ให้การว่าเห็นนายศักดาปราศรัยอยู่บนรถบรรทุก ซึ่งปรากฏว่าต่อมา พ.ต.ท.ศราวุธ ถูกศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษฐานแจ้งความเท็จ โดยยอมรับสารภาพว่า ถูกบังคับให้การเท็จปรักปรำจำเลยในคดีล้มการประชุมอาเซียนซัมมิท จนถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษตามศาลชั้นต้น คือ จำคุก 2 ปี 6 เดือน ปรับ 12,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.61 และยังอยู่ในชั้นฎีกาคดี

คดีกลุ่ม นปช.ล้มการประชุมอาเซียน และคดีให้การเท็จของ พ.ต.ท.ศราวุธ ถือเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรง ซึ่งนายศักดาและจำเลยคนอื่นๆก็ได้ยื่นคำร้องแสดงข้อเท็จจริงต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้เลื่อนอ่านคำพิพากษา ไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย.62 และวันที่ 24 ส.ค.62 แต่ปรากฏว่าช่วงเวลาดังกล่าว ศาลฎีกา ได้เขียนคำพิพากษาแล้วเสร็จ และส่งมาให้ศาลจังหวัดพัทยา เพื่อนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 10 ก.ย.62 แสดงให้เห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีกลุ่ม นปช.ล้มการประชุมอาเซียนยังไม่มีการนำข้อเท็จจริงการเบิกความเท็จของ พ.ต.ท.ศราวุธ ที่ถือเป็นประจักษ์พยานสำคัญ และข้อเท็จจริงใหม่ เข้าไปร่วมพิจารณาใช่หรือไม่ ในขณะที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษคดีกลุ่ม นปช.ล้มการประชุมอาเซียน เพราะเชื่อถ้อยคำพยานปาก พ.ต.ท.ศราวุธ ตลอดจนการที่จำเลยบางคนยังไม่ได้รับหมายนัดของศาล จึงเห็นควรที่จะให้โอกาสในการเลื่อนฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 ก.ย.62 ที่นายศักดาเป็นจำเลยที่ไปฟังคำพิพากษาคนเดียวออกไปก่อน จากข้อเท็จจริงต่างๆที่เกิดขึ้น จึงอยากตั้งคำถามไปยังกระบวนการยุติธรรม รวมไปถึงผู้มีอำนาจในรัฐบาล ว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎเช่นนี้แล้ว เหตุใดจึงไม่นำมาพิจารณาร่วมในคดีที่เกี่ยวเนื่องกันเพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา หรืออย่างน้อยก็เป็นกรณีศึกษาเพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต่อไปในภายภาคหน้า

“ผมไม่เคยสนิทหรือรู้จักคุณศักดา และผู้ต้องขังรายอื่นที่เข้าไปมอบตัวในภายหลังมาก่อน เพียงแต่ได้รับการปรับทุกข์จากครอบครัวของคุณศักดา ที่ได้รับผลกระทบจากการที่หัวหน้าครอบครัวถูกพิพากษาจำคุก จึงเดินทางไปเยี่ยมเพื่อดูสภาพความเป็นอยู่ และได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้การเท็จของพยาน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่รับฟังได้ว่าสามารถชี้ถูกผิดในคดีของคุณศักดาได้ จึงได้นำมาตั้งคำถามกับสังคม ภายใต้ความเคารพในคำพิพากษาของศาล และยืนยันว่าไม่ได้ต้องการวิจารณ์ขอบเขตอำนาจศาลแต่อย่างใด”

นายอุเทน กล่าวย้ำในตอนท้ายด้วยว่า หลังได้พบนายศักดาแล้ว ก็มีความเป็นห่วงครอบครัวของนายศักดา ที่ขาดผู้นำครอบครัว ขาดรายได้ ในขณะที่มีลูกเล็ก จึงอยากขอเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย หรือครอบครัวชินวัตร เข้าไปดูแลช่วยเหลือเยียวยาตามความเหมาะสม และไม่ใช่กรณีของนายศักดาเพียงคนเดียว แต่รวมไปถึงบุคคลที่ต้องคดีความ และต้องโทษจำคุก จากการทำกิจกรรมทางการเมือง ที่เป็นคุณกับพรรคเพื่อไทย และครอบครัวชินวัตร ทั้งหมดด้วย.