วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 08:27 น.

ภูมิภาค

ดราม่าพลิก! ผู้เสียหายยืนยันตำรวจศรีสะเกษดูแลดี ปัดใช้ถุงดำข่มขู่ผู้ต้องหา

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.10 น.

ผู้เสียหายในคดีซื้อขายรถยนต์มือสอง ออกมายืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองศรีสะเกษ ไม่ได้มีพฤติกรรมใช้ “ถุงดำ” หรืออาวุธปืนข่มขู่รีดทรัพย์ตามที่มีการร้องเรียน พร้อมระบุว่าข้อกล่าวหาบางส่วนเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ขณะที่รองผู้กำกับการสืบสวนฯ ยืนยันการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังมีผู้เสียหายจากธุรกิจเต็นท์รถมือสอง เข้าร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปราม โดยกล่าวอ้างว่าถูกตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ ข่มขู่ ใช้อาวุธปืน และเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดี

ต่อมา นางณี (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี ซึ่งเป็นคู่กรณีในคดี ออกมาชี้แจงว่า เหตุเริ่มจากเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ตนได้ซื้อรถกระบะโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ จากกลุ่มบุคคลดังกล่าว ในราคาคันละ 345,000 บาท ก่อนถูกกลุ่มชายขับรถติดตามและนำรถหลบหนีไป หลังเกิดเหตุจึงประสานตำรวจให้ช่วยติดตาม

ภายหลัง เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวนำรถกลับมาขายต่อให้บุคคลใกล้ชิดของตน ตนจึงแจ้งตำรวจวางแผนเข้าจับกุม และมีการพูดคุยเรื่องค่าเสียหายกันที่ สภ.เมืองศรีสะเกษ โดยระบุว่า ตนเป็นฝ่ายเรียกค่าเสียหายเอง เริ่มต้นที่ 500,000 บาท ก่อนตกลงกันที่ 345,000 บาท ซึ่งมีการจ่ายมาแล้ว 100,000 บาท ส่วนที่เหลือยังไม่ชำระ

นางณี ยืนยันว่า ระหว่างอยู่ในห้องสืบสวน ไม่พบว่าตำรวจมีพฤติกรรมใช้ถุงดำคลุมศีรษะ ข่มขู่ หรือรีดเงินตามที่ถูกร้องเรียน พร้อมระบุว่า เจ้าหน้าที่ดูแลทั้งผู้เสียหายและผู้ถูกควบคุมตัวเป็นอย่างดี มีการจัดหาอาหารและที่พักให้ตามเหมาะสม และไม่มีการใช้ความรุนแรง

ด้าน พ.ต.ท.ศราวุฒิ คำน้อย รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.เมืองศรีสะเกษ เปิดเผยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย โดยอาวุธที่ใช้เป็นอาวุธประจำกายของทางราชการ ไม่ใช่อาวุธสงครามผิดกฎหมายตามที่ถูกกล่าวอ้าง

ส่วนกรณีที่มีการใช้อาวุธปืนเล็งไปยังรถผู้ต้องหา รอง ผกก.สืบสวนฯ ชี้แจงว่า เป็นการควบคุมสถานการณ์ระหว่างเข้าจับกุม หลังผู้ต้องหาพยายามขับรถหลบหนีและมีพฤติการณ์ต้องสงสัย แต่ยืนยันว่า ไม่มีการนำปืนจ่อศีรษะผู้ต้องหาแต่อย่างใด
สำหรับประเด็น “ถุงดำ” เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เนื่องจากปัจจุบันมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกัน ตำรวจระบุว่า เงินที่มีการพูดถึง เป็นการเจรจาชดใช้ค่าเสียหายระหว่างคู่กรณี ไม่ใช่การเรียกรับทรัพย์จากเจ้าหน้าที่ และหากพบว่ามีการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จจนทำให้หน่วยงานเสียหาย ก็อาจพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด รวมถึงตรวจสอบรถยนต์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพบว่าอาจมีความผิดปกติเกี่ยวกับป้ายทะเบียนและเอกสารการครอบครอง

 

หน้าแรก » ภูมิภาค