กทม-สาธารณสุข
สถิติผู้ป่วยพุ่งหลักแสน! ซาโนฟี่ จับมือ กทม.–กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกัน รับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’ ในกลุ่มเปราะบาง
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
สถิติผู้ป่วยพุ่งหลักแสน! ซาโนฟี่ จับมือ กทม.–กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกัน รับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’ ในกลุ่มเปราะบาง
ภัยคุกคามจากโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจยังคงเป็นภาระสาธารณสุขและเศรษฐกิจสังคมที่สำคัญของประเทศ รายงานจากกรมควบคุมโรคในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ชี้ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมพุ่งสูงกว่า 137,276 ราย และเสียชีวิตแล้ว 8 ราย โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ ก็เป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่มักถูกมองข้าม โดยปี 2568 มีเด็กเล็กติดเชื้อเกือบ 47,000 ราย และเสียชีวิตถึง 7 ราย ด้วยความท้าทายรอบด้านนี้ บริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย ภาคีเครือข่ายสุขภาพ นำโดย กรุงเทพมหานคร และ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงผนึกกำลังจัดการประชุมความร่วมมือ "การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization) สำหรับกลุ่มเปราะบาง" ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมและยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาดใหญ่ในปีนี้
ในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านสาธารณสุขของประเทศร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดย ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เผยทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือ "Bangkok Healthy City" ภายใต้แนวคิดนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี โดยเน้นย้ำถึงการเดินหน้าเชิงรุกเข้าหาชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรสูง ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่ายและรวดเร็ว การปรับระบบสุขภาพผ่านการบูรณาการ 8 โซนสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงระดับชุมชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันโรคให้แก่ประชากรทั้งสองช่วงวัยที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เพื่อลดความสูญเสียทางกายภาพและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมในภาพรวม
แนวทางดังกล่าวสอดรับกับยุทธศาสตร์เชิงรุกระดับประเทศ โดย นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางนโยบายเชิงรุกในการกำหนดมาตรฐานการแพทย์และพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ ทั่วถึง และเท่าเทียม โดยระบุว่าสภาวะทางสาธารณสุขยุคใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับการป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยและจำเพาะเจาะจงกับสภาวะร่างกายของประชากรกลุ่มเสี่ยง ซึ่งกรมการแพทย์ได้ขับเคลื่อนผ่านการจัดตั้งศูนย์วัคซีนทางเลือกภายใต้สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรับวัคซีนนอกเหนือจากสิทธิ์พื้นฐาน และมีแผนเปิด Vaccination Center ณ โรงพยาบาลราชวิถี ในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมยกระดับแอปพลิเคชัน 'หมอพร้อม' เพื่อบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและถ้วนหน้า
ขณะที่ในมิติของการดำเนินงานและบริหารจัดการภาคปฏิบัติ นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. และ พญ.ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. ได้ร่วมกันย้ำถึงหัวใจของการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ของ ของหน่วยปฏิบัติการด่านหน้าเพื่อให้ประชาชนตระหนักและเลือกรับนวัตกรรมการป้องกันที่เหมาะสมถือเป็นภารกิจสำคัญ ปัจจุบัน กทม. ได้เตรียมระบบนิเวศสาธารณสุขรองรับทั้งสิทธิประโยชน์พื้นฐานและนวัตกรรมทางเลือกในระดับบุคคล โดยนำร่องจัดตั้ง Wellness Clinic ภายใน Super Clinic 7 แห่งใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมป้องกันโรคได้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางการแพทย์อย่าง "วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง" (Influenza Vaccine High-Dose) และ "ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV" ก็ถือเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้รับทางเลือกการคุ้มครองที่ตรงจุดและมีประสิทธิผลมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเปิดบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีสำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและสร้างเกราะคุ้มกันจากระดับฐานรากอย่างแท้จริง
เพื่อตอกย้ำการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายในงานได้จัดเสวนา “แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุและการป้องกันโรค RSV ในเด็กเล็ก” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้แก่ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, พญ.จตุพร ไสยรินทร์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกลาง, ศ.ดร.พญ.ภิญโญ รัตนาอัมพวัลย์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และผศ.(พิเศษ) นพ.วรมันต์ ไวดาบ หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และควรป้องกันก่อนฤดูกาลระบาดในฤดูฝน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มี "ภาวะภูมิคุ้มกันถดถอย" และมักมีโรคประจำตัวทำให้เสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบ และอาจเป็นตัวจุดชนวนให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่พร้อมให้บริการแล้ว โดยกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับการฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันได้
ข้อมูลทางการแพทย์จึงตอกย้ำถึงความจำเป็นของ "วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง" (High-dose) ที่พัฒนามาเพื่อผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้วยปริมาณแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สูงกว่ามาตรฐาน 4 เท่า ผลศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพลดการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดอักเสบลงร้อยละ 64.4 และลดอัตราเสียชีวิตจากทุกสาเหตุถึงร้อยละ 48.9 เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดมาตรฐาน นวัตกรรมนี้ใช้แพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปกว่า 10 ปี การส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงวัคซีนนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่า และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน เด็กเล็กก็เผชิญภัยเงียบจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งมีโอกาสลุกลามลงปอดทำให้เกิดปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เฉลี่ยสูงถึง 67,542 บาทต่อราย และต้องนอนโรงพยาบาลไม่น้อยกว่า 6 วัน ในปี 2568 มีเด็กเสียชีวิตถึง 7 ราย ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV และเป็นโรคทางเดินหายใจส่วนล่างซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดกับโรคที่ป้องกันได้ ภาระโรคนี้สอดคล้องกับสถิติระดับโลกที่มีเด็กต่ำกว่า 1 ขวบกว่า 2.2 ล้านคนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลทุกปี โดยโรค RSV ในประเทศไทยมักเริ่มระบาดรุนแรงในช่วงฤดูฝนตรงกับเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี
แม้ยังไม่มีวัคซีน RSV และยาต้านไวรัสสำหรับเด็กเล็กโดยตรง แต่ปัจจุบันประเทศไทยมี "ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV" ที่ฉีดและออกฤทธิ์ปกป้องทารกได้ทันที ป้องกันได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบทางเดินหายใจเปราะบางที่สุด งานวิจัย Munro 2025 ชี้ว่าสามารถลดความเสี่ยงการนอนรักษาในโรงพยาบาลจาก RSV ได้ร้อยละ 82.7 และลดความเสี่ยงในการเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ได้ร้อยละ 75.3 รวมถึงลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้ร้อยละ 79.5 โดยทารกทั่วไปรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 8 เดือน ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงรับต่อเนื่องได้จนถึง 2 ปีโดยไม่ต้องรอฤดูระบาด
จากการประชุมความร่วมมือ "การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization)” ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และ RSV เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถควบคุมและบรรเทาไม่ให้ลุกลามสู่ภาวะวิกฤตได้ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ การผนึกกำลังของภาคีเครือข่าย ทั้งกรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และบริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ทั้งในระบบสิทธิ์พื้นฐานและทางเลือกของประชาชน เพื่อร่วมสร้างความเท่าเทียมในการปกป้องชีวิต ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่เป้าหมาย “Bangkok Healthy City” อย่างยั่งยืน
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » กทม-สาธารณสุข
ข่าวในหมวดกทม-สาธารณสุข ![]()
“หัวเฉียว” ก้าวสู่ปีที่ 88 จัดเวทีใหญ่ชูแนวคิด Integrated Care ผสานพลังลดน้ำหนัก สู้วิกฤตโรคอ้วน-NCDs 21:31 น.- วันงดสูบบุหรี่โลก 2026! สสส.-INHPF เปิดโปงกลยุทธ์ยักษ์ยาสูบโลก ปั้นนักสูบหน้าใหม่ผ่านบุหรี่ไฟฟ้า-สื่อดิจิทัล เจาะเด็กและเยาวชนทั่วโลก 12:51 น.
- ไทยประกาศศักยภาพบนเวทีโลก! สมาคมนักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์ไทยผนึกเครือข่ายนานาชาติ พัฒนานวัตกรรมดูแลกลุ่มเปราะบางสู่สวัสดิการสุขภาพที่เท่าเทียม 09:36 น.
- สสส. เครือข่ายงดเหล้า ร่วมกับ สำนักอนามัย กทม. ผนึกกำลังถอดบทเรียนสงกรานต์ปลอดภัย สนุก มีคุณค่า 19:00 น.
- เมื่อโลกไม่ได้ใจดีกับลูกเสมอไปพ่อแม่จึงต้องสอน “ทักษะสังคม” ให้ลูกพร้อมรับมือชีวิตจริง 17:08 น.


