วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569 02:34 น.

กทม-สาธารณสุข

WHO ชู สสส.ตันแบบนำรายได้สินค้าทำลายสุขภาพกลับมาสร้างสุขภาวะ

วันจันทร์ ที่ 05 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

เดินหน้าสร้างสุขภาวะที่ดีเพื่อคนไทย เปิด NCDH2026 “กำกับดูแลปัจจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสุขภาวะที่เป็นธรรม” สสส.สานพลังภาคีเครือข่ายปลุกพลังปรับกติกาตลาด-ลดปัจจัยเสี่ยงดี-เศรษฐกิจเติบโตคู่คุณภาพชีวิตประชาชน WHO ชู สสส. ตัวอย่างนำรายได้จากสินค้าทำลายสุขภาพกลับมาสร้างสุขภาวะ ผ่านกลไกภาษีเพื่อสุขภาพ

วันที่ 5 ต.ค. 2569 ที่โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ คนที่ 2 เป็นประธานเปิดงาน การประชุมวิชาการระดับชาติว่าด้วยปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ ปี 2569 (National Conference on Commercial Determinants of Health 2026: NCDH2026) “จากภูมิทัศน์สู่การกระทำ: การกำกับดูแลปัจจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสุขภาวะที่เป็นธรรม” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 ต.ค. 2569 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ มูลนิธิเพื่อการพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายจากหลายภาคส่วน ร่วมจัดการประชุมเพื่อเชื่อมองค์ความรู้สู่การพัฒนานโยบายและการลงมือทำ สร้างระบบเศรษฐกิจที่เอื้อต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า ไทยเผชิญภาระจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ในระดับสูง โดย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ปี  2569 พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs ประมาณ 400,000 รายต่อปี หรือคิดเป็น 81% ของการเสียชีวิตทั้งหมด มีผลมาจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ยาสูบ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารที่มีไขมัน เกลือ หรือน้ำตาลสูง โดยมีกลยุทธ์กระตุ้นการบริโภคผ่านอินฟลูเอนเซอร์และคอนเทนต์ดิจิทัล การตลาดที่มุ่งเป้าเด็กและเยาวชน การกำหนดราคาและโปรโมชัน รวมถึงการขยายช่องทางจำหน่าย ขณะเดียวกัน ตัวอย่างในภูมิภาคยุโรป พบว่า ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมจาก 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ ยาสูบ แอลกอฮอล์ อาหารแปรรูปสูง และเชื้อเพลิงฟอสซิล เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตประมาณ 2.7 ล้านคนต่อปี สะท้อนผลกระทบที่ครอบคลุมทั้งโรค NCDs และมลพิษสิ่งแวดล้อม เพิ่มภาระการเจ็บป่วย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และความเหลื่อมล้ำ จึงจำเป็นต้องจัดการปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพควบคู่กับการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพของประชาชน

นพ.พงศ์เทพ กล่าวต่อว่า สสส. ขับเคลื่อนงาน “สร้างนำซ่อม” มุ่งสร้างสุขภาพดีและป้องกันโรคก่อนเกิดการเจ็บป่วย โดยใช้กลไกการจัดเก็บ Earmarked Tax ภาษีสุราและยาสูบเพิ่มเติมในอัตรา 2% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อนำรายได้จากสินค้าที่เป็นปัจจัยเสี่ยงกลับมาใช้สร้างเสริมสุขภาพ โดยนำบทเรียนจากกองทุนสร้างเสริมสุขภาพรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย มาปรับใช้กับบริบทไทย กลไกนี้เป็นฐานให้ สสส. ทำงานร่วมกับภาคีอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดสู่การประชุม NCDH2026 มีวาระสำคัญ 1. สร้างความเข้าใจร่วมและสังเคราะห์หลักฐาน เกี่ยวกับปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพในบริบทประเทศไทย ให้เห็นผลกระทบ ความเสี่ยง โอกาส และกลไกที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ 2. เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนบทเรียนและแนวปฏิบัติที่ดีข้ามภาคส่วน เพื่อร่วมลดปัจจัยเสี่ยง พร้อมสร้างแรงจูงใจต่อการประกอบธุรกิจที่เอื้อต่อสุขภาพ 3. สร้างฉันทามติและกลไกขับเคลื่อนร่วมของทุกภาคส่วน ผ่านกระบวนการสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น CDoH

“การประชุม NCDH2026 สสส. และภาคีเครือข่าย พร้อมต่อยอดหลักฐานและบทเรียนการทำงานสร้างเสริมสุขภาพ พัฒนาสู่ข้อเสนอการลดความเสี่ยงจากกิจกรรมเชิงพาณิชย์ มุ่งสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจพัฒนาสินค้า บริการ และนวัตกรรมที่เอื้อต่อสุขภาพ และร่วมสร้างฉันทามติผ่านสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น CDoH โดยมุ่งให้เกิดทิศทางร่วมในการขับเคลื่อน ‘ระบบนิเวศวิสาหกิจสร้างเสริมสุขภาวะ’ ในไทย เพื่อให้ความร่วมมือนโยบายและการปฏิบัติที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงทางเลือกสุขภาพดีอย่างเป็นธรรม และสามารถต่อยอดสู่ระดับสากลผ่านเวที PMAC2027 และเวทีนานาชาติต่อไป” นพ.พงศ์เทพ กล่าว

ดร.โมนิกา โคซินสกา หัวหน้าฝ่ายบูรณาการด้านปัจจัยทางเศรษฐกิจและปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพ องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า การจัดการปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่การออกแบบสินค้า ราคา การตลาด ไปจนถึงอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย โดยภาครัฐสามารถใช้มาตรการภาษีและกฎระเบียบปรับแรงจูงใจทางธุรกิจ พร้อมนำรายได้กลับมาลงทุนเพื่อป้องกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพ ประเทศไทยเป็นตัวอย่างสำคัญผ่านกลไกเงินบำรุงจากภาษีสรรพสามิตยาสูบและสุราที่สนับสนุนการทำงานของ สสส. ตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งเป็นการจัดเก็บเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือ Earmarked Tax เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ แทนการพึ่งการจัดสรรงบประมาณประจำปี ทำให้ธุรกิจที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพร่วมรับผิดชอบทางการเงินต่อต้นทุนที่เกิดขึ้น พร้อมสร้างแหล่งทุนที่มีความต่อเนื่องและเป็นอิสระจากภาคอุตสาหกรรม กลไกนี้ช่วยให้ สสส. มีทั้งศักยภาพและความเป็นอิสระในการดำเนินงาน ซึ่งความเป็นอิสระเป็นองค์ประกอบสำคัญของธรรมาภิบาล

ดร.โมนิกา กล่าวต่อว่า ขณะที่ ภาษีเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาลแบบขั้นบันไดของไทย เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า กติกาทางภาษีสามารถปรับแรงจูงใจและกระตุ้นให้ผู้ผลิตปรับสูตรสินค้าให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นได้ บทเรียนของไทยจึงสะท้อนว่าการออกแบบนโยบายการคลังที่เหมาะสมสามารถสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและเปลี่ยนทิศทางของตลาดให้เอื้อต่อสุขภาพประชาชนได้ หากยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงกองทุนส่วนนี้ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ รวมถึงผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับบริษัทบุหรี่ข้ามชาติ จะมีภาระการจ่ายเงินลดลง ขณะที่ภาครัฐจะสูญเสียรายได้สำหรับงานสร้างเสริมสุขภาพ หากธุรกิจปรับราคาขายลงตามภาระที่ลดลง อาจกระตุ้นการดื่มและสูบ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและภาระค่ารักษาของครอบครัวและรัฐ การพิจารณายกเลิกจึงต้องคำนึงถึงทั้งภาระที่ลดลงของธุรกิจและต้นทุนสุขภาพที่ประชาชนอาจต้องรับเพิ่มขึ้น

พญ.อายหลัน หลี (Dr. Ailan Li) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย (WHO Representative to Thailand) กล่าวว่า WHO ประจำประเทศไทย มีบทบาทเชื่อมความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกกับหน่วยงานไทย โดยองค์การอนามัยโลกผลักดันประเด็นปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาพในระดับโลก ทั้งการพัฒนาองค์ความรู้ กรอบแนวคิด และแนวทางเชิงนโยบายให้ประเทศสมาชิกนำไปใช้ สำหรับประเทศไทย องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยทำงานร่วมกับหน่วยงานไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อเชื่อมหลักฐานและประสบการณ์จากนานาประเทศเข้ากับการขับเคลื่อนนโยบายในบริบทไทย และยกระดับบทเรียนของไทยสู่เวทีระดับโลก ทั้งนี้ เพื่อให้มาตรการจัดการปัจจัยเชิงพาณิชย์ตั้งอยู่บนฐานความรู้และความร่วมมือระหว่างภาคส่วน

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพของประเทศไทย ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยเชื่อมต่อกับการประชุม NCDH2026 สช. สนับสนุนการจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นว่าด้วยการจัดการปัจจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสุขภาวะประชาชน ในวันที่ 7 ต.ค. 2569 เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมพิจารณาและรับรองมติ ซึ่งจะเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายของประเทศไทยต่อไป

หน้าแรก » กทม-สาธารณสุข

ข่าวในหมวดกทม-สาธารณสุข