วันอังคาร ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 02:19 น.

อาชญากรรม

รวบสาว 2 หลอกโอนเงินพาทำงานต่างประเทศ ผู้เสียหาย 30 คน

วันอาทิตย์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564, 11.47 น.
เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตํารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ต.รณชัย  จินดามุข ผบก.สอท.1  ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ ตรวจสอบ ได้ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ ตำรวจ สภ.พญาเม็งราย เข้าตรวจสอบบริเวณบนถนนทางสาธารณะบ้านสันหลวง หมู่ที่ 8 ต.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย พบนายวิษณุ  วิมุติ เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของ ศาลจังหวัดอุดรธานี  ที่ 182/2563 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน  2563  ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดฐาน “หลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถจัดหางานหรือส่งคนไปฝึกงานในต่างประเทศและได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง และ ฉ้อโกง” และอยู่ระหว่างหลบหนีการจับกุม มาอยู่ในพื้นที่  จ.เชียงราย โดยนาย วิษณุ มีพฤติการณ์หลบหนีโดยไปเช่าโรงแรมและพักตามบ้านเพื่อน ในพื้นที่ อ.เทิง อ.เชียงของ และ พื้นที่ อ.พญาเม็งราย จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและสั่งการให้ชุดสืบสวน สภ.เทิง และชุดสืบสวน สภ.ข้างเคียง ออกติดตาม  
 
โดยเมื่อวันที่ 5 เม.ย.64 เวลาประมาณ 14.40 น. ได้มีผู้เสียหายหลายรายได้เข้ามาขอความช่วยเหลือ กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบังคับการตํารวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) เกี่ยวกับคดีหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถจัดหางานหรือส่งคนไปฝึกงานในต่างประเทศและได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง และฉ้อโกง ทางเจ้าหน้าที่  ทราบว่า ผู้ต้องหาคือ  นายวิษณุ  วิมุติ ทีอยู่ บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 8  ต.ครึ่ง  อ.เชียงของ  จ.เชียงราย   ซึ่งมีหมายจับของ ศาลจังหวัดอุดรธานี  และศาลจังหวัดบึงกาฬ จากการสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาซึ่งเป็นสาวประเภทสอง พักอาศัยอยู่ที่แถวจังหวัดเชียงราย จึงได้ติดตามจับกุม
 
จากการสืบทราบว่า นายวิษณุฯ  หลบหนีไปอยู่ที่เพื่อน ที่ บ้านสันหลวง หมู่ที่ 8 ต.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย จึงได้ร่วมกันเดินทางไปตรวจสอบที่บ้านดังกล่าว พอไปถึง พบ นายวิษณุ  ผู้ต้องหา ยืนอยู่บริเวณหน้าบ้าน เมื่อ นายวิษณุ  เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้วิ่งหลบหนี จากนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้วิ่งติดตามไปและสามารถควบคุมตัวได้  และควบตัวไปยัง สภ.เม็งรายเพื่อทำการสอบสวนและบันทึก  และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานีเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
 
จากการสอบถามผู้เสียหายซึ่งมีประมาณ 30 คน มูลค่าความเสียหายประมาณล้านกว่าบาท ทราบว่า ผู้ต้องหาจะใช้เฟสบุ๊คชื่อ “จิมมี่ คนหางานต่างประเทศ” โพสเชิญชวนไปทำงานต่างประเทศ พอมีคนสนใจทักไป มันก็ให้เบอร์ติดต่อโทรคุย พอคุยแล้วก็ให้แอดไลน์ใว้คุยและส่งเลขบันชีโอนเงินค่าทำวีซ่า ค่าทำประกัน  บางคนไปลงทะเบียนไว้ที่กรมแรงงาน โดยแอบอ้างว่ามาจากกรมแรงงาน ติดต่อให้ไปทำงานที่ร้านนวดและมีงานสวนที่ประเทศออสเตรเลีย  โดยอ้างว่ามีพี่สาวอยู่ที่ออสเตรเลียแล้วมีสามีอยู่ที่ออสเตรเลียและให้คุยกับฝรั่งพูดไทยได้ติดต่อกันทางโทรศัพท์ จากนั้นก็ติดต่อทางไลน์ แล้วได้ให้ข้อมูลส่วนตัว  โดยดให้โอนเงินค่าทำวีซ่า 25,000 บาท และมีค่าประกันโควิทอีก 15,000 บาท โดยแต่ละคนจะโดนหลอกให้โอนไม่เท่ากัน แต่จะไม่ต่ำกว่า4-5 หมื่นต่อคน และยังทราบว่า ตัวผู้ต้องหาเคยโดนจับดำเนินคดีเดียวกันนี้ 6-7 คดี และเพิ่งออกจากเรือนจำยังไม่นานมานี่และกลับมาทำพฤติการดังกล่าวอีก
 
ทางเจ้าหน้าที่ได้ฝากไปยังผู้ที่อยากไปทำงานต่างประเทศ  โดยเฉพาะการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการโฆษณาจัดหางาน และอาศัยความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ในการชักชวนคนหางานไปทำงานต่างประเทศ ให้จ่ายเงินเกินจริง และอ้างว่าสามารถพาไปทำงานได้ รวมทั้ง อ้างว่าทำงานในหน่วยงานของรัฐหรือเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย จะดีทีสุด  ผู้กระทำความผิดจะดำเนินคดีตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 อย่างจริงจัง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน  60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ที่หลอกลวงคนหางานว่าสามารถหางานหรือส่งไปฝึกงานในต่างประเทศ จะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี ปรับตั้งแต่ 60,000- 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ