วันอังคาร ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563 18:12 น.

เศรษฐกิจ

"จุรินทร์"ลุยบึงกาฬ ชูส่งออกหมอนยางพารา

วันอาทิตย์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 20.38 น.

"จุรินทร์"ลุยบึงกาฬ ชูส่งออกหมอนยางพารา  ชมกระบวนการผลิตสหกรณ์ยางพาราในพื้นที่อีสาน ช่วยยกระดับส่งออกสร้างงานสร้างรายได้

วันที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลา 15.30 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าเยี่ยมกระบวนการผลิตหมอนยางพาราซึ่งเป็นมาตรการเพิ่มการใช้ยางพาราภายในประเทศและส่งเสริมการส่งออก ณ ชุมนุมสหกรณ์ ชาวสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬ  โดยนายจุรินทร์  กล่าวว่า การข้าวโอนเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้เกษตรกรพืชเกษตรห้าชนิดดำเนินการไปแล้ว 4 ชนิด  ข้าว มันสัปปะหลังยางพาราและปาล์มน้ำมัน  ส่วนเรื่องข้าวโพดก็มีมติคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบประกันรายได้ข้าวโพดแล้วเมื่อวันที่ 11 ธันวาคมไม่กี่วันมานี้และในวันที่ 20 ธันวาคมที่จะถึงนี้ อีก 5 วันก็จะโอนเงินส่วนต่างประกันรายได้ ข้าวโพดงวดแรกทันทีสำหรับ

การประกันรายได้ยางพารานั้น ได้ประกันรายได้ยาง 3 ชนิดสำหรับยางแผ่นดิบชั้น 3 ที่กิโลกรัมละ 60 บาท และน้ำยางข้น หรือน้ำยางสดกิโลกรัมละ 57 บาท และยางก้อนถ้วยกิโลกรัมละ 23 บาท ต้องไปตรวจให้ชัดเจน แต่กระบวนการตรวจของการยางที่ผ่านมาอย่างล่าช้ามาก ทำให้ตรวจไปได้ยังไม่ถึง 1 ล้านราย ทั้งที่มีทั้งหมด 1.4 ล้านราย แต่ทันทีที่ตรวจเสร็จจะรีบส่งรายชื่อเกษตรกรที่ตรวจสอบแล้วไปให้ ธ.ก.ส. เมื่อ ธ.ก.ส. ได้รับก็จะโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีโดยตรงทันที ซึ่งเงินส่วนต่าง ก็คือหัวใจสำคัญของการประกันรายได้ เมื่อมีนโยบายประกันรายได้ต่อไปนี้เกษตรกรแทนที่จะมีรายได้หลักจากการขายผลผลิตตามคุณภาพและราคาตลาด ก็จะมีรายได้อีกก้อนหนึ่งที่เรียกว่าเงินส่วนต่าง รายได้ก่อนแรกถ้าท่านผลิตยางมีคุณภาพดีไปขายในตลาดช่วงเวลาตลาดดี ก็มีรายได้เพิ่มขึ้น ราคาต่อกิโลก็แพงขึ้น เงินเข้ากระเป๋าก็มากขึ้น แต่ถ้าไปขายในช่วงที่ราคาตลาดตก รายได้ก็ลดลงและถ้าผลิตยางคุณภาพต่ำลงมาไม่ได้มาตรฐาน ถ้าเป็นยางแผ่นรายได้ก็ถูกกดลงมาเงินก้อนแรกก้อนนี้ก็จะขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาตลาดในช่วงเวลาที่ท่านผลิตและเอาไปขายเป็นหลัก

ส่วนเรื่องข้าว นายจุรินทร์ กล่าวว่า ผู้ปลูกข้าวหลายคนยังไม่เข้าใจบอกว่าปีนี้บางตัวเช่นข้าวหอมมะลิไม่มีเงินส่วนต่างเราขาดทุนความจริงไม่ใช่เพราะเข้าหอมมะลิประกันที่เกวียนละหรือตันละ 15,000 บาทแต่ถ้าราคาในตลาด 13,000 บาทอันจะได้เงินกระเป๋าซ้าย 13,000 กว่าบาท บวก 2000 บาท รวมกันได้ 15,000 บาท แต่ก่อนหน้านี้ราคาตลาดไป 16,000 17,000 บาท ดีกว่าได้เงินส่วนต่างเพราะได้ถึง 17,000 บาท แต่ช่วงที่ผ่านมาราคาข้าวหอมมะลิและข้าวหอมมะลินอกพื้นที่รวมทั้งข้าวเหนียวราคาดีมาก ราคาล้นการประกัน จึงไม่ได้รับเงินส่วนต่าง แต่งวดหลังปรากฏว่าราคาข้าวตกลงมาต่ำกว่ารายได้ที่ประกันท่านจึงได้เริ่มได้รับเงินส่วนต่าง

" สำหรับงวดถัดไปผู้ปลูกข้าวหอมมะลิจะได้เงินส่วนต่างตันละประมาณ 500 กว่าบาท ถ้าเป็นข้าวหอมนอกพื้นที่จะได้เงินส่วนต่างประมาณ 400 กว่าบาท นี่คือสิ่งที่อยากเรียนให้พี่น้องชาวนาได้รับทราบเพราะพวกเราที่นี่ก็ปลูกข้าวด้วย " 

ด้านยางพารายังเป็นพืชเศรษฐกิจตัวสำคัญของประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็ยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเหมือนกันเพราะมีปริมาณผลผลิตจำนวนมากในแต่ละปีแล้วก็มาประสบกับช่วงปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ชะลอตัวแปลว่าต่อไปนี้มันจะไม่โตเหมือนที่เคยโตที่ผ่านมา ถ้าเศรษฐกิจไม่โตชะลอตัวแปลว่าต่อไปนี้คนที่จะมีเงินเหลือมากๆพอที่จะเอาไปซื้อรถยนต์ก็จะมีปริมาณขยายตัวน้อยลงด้วยตามภาวะเศรษฐกิจ ถ้าคนซื้อรถยนต์มีจำนวนเพิ่มในสัดส่วนที่ลดลงเพราะแปลว่าต่อไปนี้ยางรถยนต์ก็จะขายได้น้อยลงไปด้วย และเมื่อยางรถยนตร์ขายได้น้อยก็กระทบชาวสวนยางประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและประเทศที่ผลิตยางพาราทั่วโลกตามไปด้วยเพราะยางพาราส่วนใหญ่ร้อยละประมาณ 70 เอาไปทำยางรถยนต์

นี่คือข้อเท็จจริง จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลต้องให้ยาหลายขนานสำหรับการแก้ปัญหายางพาราประการที่หนึ่งก็คือจะต้องควบคุมปริมาณการผลิตการปลูกถ้าพื้นที่ใดสามารถลดพื้นที่การปลูกได้ด้วยวิธีการตัดทิ้งแถว ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นทดแทนหนึ่งแถว ที่มีรายได้ดีกว่ารัฐบาลก็จะให้เงินสงเคราะห์หรือช่วยชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปในช่วงระยะเวลากว่าพืชเศรษฐกิจตัวใหม่โตขึ้นมาได้ เป็นการจำกัดปริมาณผลผลิตไม่ให้มากจนล้นประเทศและลดโลกไปด้วยส่งผลให้ราคาตก แต่นอกจากมาตรการควบคุมการผลิตให้พอดีพอดีแล้วสำคัญก็คือเราจะต้องเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศด้วยสหกรณ์ชุมนุมสหกรณ์แห่งนี้คือตัวอย่างที่ดีที่สุดอันหนึ่งของความพยายามที่จะเพิ่มการใช้ยางในประเทศ

โดยการนำยางพาราที่ผลิตได้นั้นมาทำเป็นหมอนยางพาราและนำมาทำเป็นที่นอนยางพาราและนำมาทำเป็นน้ำยางข้น ถุงมือยางและอื่นๆ นี่คือการเพิ่มใช้ยางในประเทศและมีส่วนช่วยให้ยังช่วยดูดซับผลผลิตในตลาดให้น้อยลงช่วยดึงราคายางให้ดีขึ้นอาจจะมากน้อยก็ตามจำนวนที่ผลิต แต่นี่คือสิ่งที่เดินถูกทางแล้ว และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับยางด้วยแทนที่จะผลิตน้ำยางข้นเฉยเฉย ก็เอาไปทำถุงมือยางก็ขายได้ราคาดีขึ้น เอาไปทำที่นอนยางพารา เอาไปทำหมอนราคาดีขึ้น เพิ่มมูลค่า รายได้ก็จะดีขึ้นเมื่อเราได้สหกรณ์ดีขึ้นก็มาจัดเป็นเงินปันผล แบ่งปันให้กับสมาชิกได้มีรายได้มากขึ้นกว่าการผลิตยางพื้นฐานเดี่ยวๆ

มีรายได้มาเข้าเป็นการเข้ากระเป๋าหลังอีกกระเป๋าหนึ่ง คือมีรายได้ 3 กระเป๋าถือว่าถูกทางแล้วอย่างไรก็ตามเอกชนหรือชุมนุมสหกรณ์อย่างเดียวจะเพิ่มการใช้ยางได้มากขนาดดึงราคาให้มันสูงขึ้นคงไม่ได้ภาครัฐจะต้องเพิ่มการใช้ยางด้วย เพราะหน่วยราชการหลายกระทรวงสามารถเอายางพาราไปทำถนนเอาไปทำฝายยางพารา เอาไปทำหลักกิโลเมตร เอาไปทำกันชนของกระทรวงคมนาคม และเอาไปทำหลายอย่างได้ซึ่งภาครัฐได้เคยมีนโยบายกำหนดว่าแต่ละกระทรวงต้องเพิ่มการใช้ยางเป็นจำนวนเท่าไร 

สำหรับปี 63 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อ 11 ธันวาคมที่ผ่านมาตนได้หยิบยกเรื่องนี้ ขึ้นรายงานในที่ประชุมว่าปี 62 แต่ละกระทรวงเอายางมาใช้ในส่วนของราชการทำถนนทั้งฝายยางพาราและอื่นๆของกระทรวงไปได้จำนวนเท่าไร ส่วนกระทรวงพาณิชย์นำโดยตนจะ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเซลล์แมนประเทศ และช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาผมก็ทำหน้าที่นี้  แล้วใครทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำหน้าที่ขายด้วย  หัวใจสำคัญคือไม่ใช่แค่ไปขาย แต่สินค้าอุตสากรรมแต่ต่อไปนี้กระทรวงพาณิชย์ต้องนำพืชผลการเกษตรข้าว มัน ยาง ปาล์ม และพืชเกษตรอื่นๆไปขายในต่างประเทศด้วยโดยผู้ผลิตต้องเป็นหัวหอกและเราต้องจับมือกับเอกชน

ตนจึงจับมือกับเอกชนนำคณะไปพบผู้นำเข้าต่างประเทศไปอินเดีย ไปตุรกีไปเยอรมัน และไปดึงผู้ซื้อจากจีน ฮ่องกงมาซื้อยางในประเทศไทยปรากฏว่าจนวันนี้เราสามารถขายยางได้เยอะมากจากการที่เราปรับบทบาทของเราเป็นเซลล์แมนประเทศเฉพาะประเทศตุรกีไปขายหมอนยางพาราได้ 20 ล้านใบ  12,000 ล้านบาท การยางแห่งประเทศไทย ขายได้ 10 ล้านใบ ภาคเอกชนขายได้ 10 ล้านใบ รวมเป็น 20 ล้านใบ ไปอินเดียไปขายได้ 100,000 ตันรวมทั้งผลิตภัณฑ์อย่างอื่นอีกรวมแล้ว 9000 ล้านบาท 

ต้นเดือนหน้า จะพาภาคเอกชนไปอีกรอบหนึ่ง เพราะเพิ่งไปทราบว่าอินเดียกำลังต้องการไม้ยางพารามาก เพราะเขากำลังส่งเสริมเร่งรัดการสร้างบ้านใหม่ให้ชุมชนได้มีที่อยู่อาศัยคนอินเดีย 1000 กว่าล้านคน เพราะฉะนั้นจะมีการขยายตัวด้านการก่อสร้างเยอะ เฟอร์นิเจอร์ก็จะเยอะตามไปด้วย และตอนนี้อินเดียก็ใช้แต่ไม้สักเป็นหลักแต่วันหนึ่งไม้สักก็ต้องหมด หรือโอกาสที่จะมีไม้สักมาทดแทนมันไม่ง่าย ไม้ยางจะเป็นอนาคตสำคัญสำหรับการไปบุกเบิกตลาดที่อินเดีย และอีกไม่กี่วันข้างหน้าก่อนสิ้นปี ตนกับรัฐมนตรีเกษตรฯจะไปส่งยางพาราไทยลงเรือด้วยตัวเองเพื่อให้เห็นว่าเราขายยางได้จริงและส่งออกยังไปยังต่างประเทศได้จริงไม่ใช่มีแต่ตัวเลข 

"เพื่อให้พวกเราได้มองเห็นอนาคตว่ารัฐบาลพยามที่จะทำอะไรอยู่และช่วยดูแลพวกเรายังไงบ้างนี่คือเรื่องทั้งหมดที่ขอใช้เวลาเรียนให้ทุกท่านได้ทราบขอแสดงความชื่นชมกับชุมนุมสหกรณ์ที่ได้เริ่มต้นและเริ่มการผลิตอย่างจริงจัง และท้ายนี้ ขอบคุณทุกท่าน ขอให้มีความสุขตลอดปีใหม่และผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ สวัสดีปีใหม่ 2563 "นายจุรินทร์ กล่าว