วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 06:03 น.

เศรษฐกิจ

โอกาสทองของชาวไร่การยาสูบฯ ขยายเวลารับซื้อใบยาเวอร์ยิเนีย-เบอร์เลย์สร้างโอกาสทำรายได้เพิ่มขึ้น หลังเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 17.41 น.

โอกาสทองของชาวไร่การยาสูบฯ ขยายเวลารับซื้อใบยาเวอร์ยิเนีย-เบอร์เลย์สร้างโอกาสทำรายได้เพิ่มขึ้น หลังเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน

 

 

 

 

 นายภูมิจิตต์ พงษ์พันธุ์งาม ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) กล่าวในโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมเยียนเกษตรกรชาวไร่ยาสูบในจังหวัดเพชรบูรณ์ ว่า ในฤดูการผลิต 2567/2568 เกษตรกรผู้เพาะปลูก

 

ใบยาสูบต้องเผชิญกับปัญหาสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน 2567 ซึ่งส่งผลให้การเพาะปลูกล่าช้า และเมื่อต้นยาสูบเจริญเติบโตในช่วงเดือนธันวาคม 2567 - มกราคม 2568 ก็ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นกว่าปกติในพื้นที่ภาคเหนือและภาคเหนือตอนล่าง จึงส่งผลให้ใบยาสูบแก่ช้าลง ชาวไร่จึงต้องใช้เวลานานขึ้นในการเก็บเกี่ยว และยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานคัดแยกเกรดของใบยา

 

 

 

 

ดังนั้นเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว ยสท. จึงได้เห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการรับซื้อใบยาสูบออกไป สำหรับใบยาสูบพันธุ์เวอร์ยิเนีย รุ่นต้นฤดู จากเดิมมีกำหนดสิ้นสุดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 และใบยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์ รุ่นกลางฤดู จากเดิมมีกำหนดสิ้นสุดวันที่

 

 

 

 

11 เมษายน 2568 ขยายระยะเวลาเป็นวันที่ 30 เมษายน 2568 ซึ่งการขยายเวลาในครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ เพราะช่วยให้ชาวไร่มีระยะเวลาในการจำหน่ายใบยาสูบให้กับ ยสท. เพิ่มขึ้น เนื่องจากใบยาเวอร์ยิเนียรุ่นต้นฤดูจะมีราคาสูงกว่ารุ่นปลายฤดู กิโลกรัมละ 3 บาท และใบยาเบอร์เลย์รุ่นกลางฤดู จะมีราคาสูงกว่ารุ่นปลายฤดู กิโลกรัมละ 2 บาท จึงส่งผลให้ชาวไร่ยาสูบมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการขยายเวลารับซื้อใบยาในฤดูกาลนี้

 

ผู้ว่าการ ยสท. กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากมาตรการขยายเวลารับซื้อแล้ว ยสท. ยังคงเดินหน้าสนับสนุนชาวไร่ยาสูบอย่างเต็มที่ ด้วยนโยบาย "รับซื้อใบยาสูบไม่จำกัดจำนวน" เฉพาะสายพันธุ์เบอร์เลย์และเตอร์กิช ซึ่งเป็นของขวัญให้แก่ชาวไร่ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มโควตารับซื้อใบยาเวอร์ยิเนียอีกในปีหน้า ยสท. ยืนยันที่จะเคียงข้างเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ และให้การสนับสนุนในทุกมิติ เพราะเราตระหนักถึงความสำคัญของชาวไร่ในฐานะฟันเฟืองสำคัญของอุตสาหกรรมยาสูบไทย และยังคงดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรในทุกด้าน เช่น  โครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการเพาะปลูก  โครงการสนับสนุนแหล่งน้ำและระบบน้ำหยด ลดต้นทุน

 

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โครงการศูนย์เผยแพร่การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน ช่วยให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมี โครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ พร้อมเยียวยาและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสนับสนุนงบประมาณให้โรงบ่มใบยาเบอร์เลย์ สำหรับโรงบ่มสร้างใหม่ โรงละ 50,000 บาท และการต่อเติมโรงบ่มเดิม โรงละ 30,000 บาท โดยในปี งบประมาณ 2567 ชาวไร่ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ได้รับการสนับสนุนก่อสร้างโรงบ่มจำนวน 19 โรง และต่อเติมโรงบ่มอีกจำนวน 20 โรง ซึ่งผู้ว่าการ ยสท. กล่าวทิ้งท้ายว่า ยสท. พร้อมเป็นแรงสนับสนุนหลักให้กับชาวไร่ยาสูบ และยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้แนวทางที่สมดุลระหว่างภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และสังคม เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชาวไร่ พร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมยาสูบไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

 

 

 

 

อย่างไรก็ตามในปี68 มีโควต้ารับซื้อทั้งสิ้น 12 ล้านกิโลกรัม และจะมีการรับซื้อเพิ่มนอกโควต้าอีกด้วย

 ปี 67 มียอดขายบุหรี่ในประเทศ17,700 ล้านมวล ส่วนปี68 คาดว่าจะมียอดขายประมาณ10,000ล้านมวน

ส่วนการส่งออก จะใช้นโยบายการตลาดเชิงรุก ทั้งหาตลาดใหม่ อาทิ เกาหลี ซาอุดิอารเบีย และรัสเซีย ที่มีแรงงานไทยไปทำงาน

 

 

 

ปี 67 ส่งออกใยยาทั้งสิ้น300-400ล้านบาท ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศประมาณ 53% จาก48% ในปี66 และในปี68 ตั้งเป้า ส่วนแบ่งการตลาดที่53.4%

และในการลงพื้นที่ที่จังหวัดเพรชบูรณ์ มีผู้แทนจากสมาคมชาวไร่ยาสูบเดินทางเข้าพบผู้ว่าการ ยสท. เพื่อแสดงความขอบคุณที่ได้ประกาศรับซื้อใบยาสูบแบบไม่จำกัดจำนวน ซึ่งถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวไร่ และสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรที่เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมยาสูบ