เศรษฐกิจ
สนค. เจาะโมเดล ‘เกษตรอัจฉริยะจีน’ ชี้จุดเปลี่ยนสินค้าไทย แนะเร่งปรับตัวสู่ ‘พรีเมียม’ รับมือตลาดแดนมังกร
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
สนค. เกาะติดยุทธศาสตร์ปฏิรูปเกษตรจีน หลังตั้งเป้าปั้น 500 เขตสาธิตเกษตรสมัยใหม่ ภายในปี 2573 ชี้เป็นทั้งคำเตือนและโอกาส พร้อมย้ำ ภาคเกษตรไทยต้องเร่งปรับตัวจาก ‘สินค้าพื้นฐาน’ สู่ ‘สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง’ ชูความปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้ เป็นกุญแจหลักมัดใจผู้บริโภคแดนมังกร
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามและวิเคราะห์ทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรของจีนอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ จีนกำลังเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อยกระดับภาคเกษตรและชนบทให้ทันสมัย มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางอาหารและการลดความเหลื่อมล้ำผ่านแผนปฏิบัติการเร่งรัดพัฒนาเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูก การจัดการผลผลิต ไปจนถึงการแปรรูปและการตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นระบบ

ผอ.สนค. ระบุเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือแผนการจัดตั้ง “เขตสาธิตเกษตรสมัยใหม่” จำนวน 500 แห่งภายในปี 2573 ครอบคลุม 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) อุตสาหกรรมธัญพืช (2) การเลี้ยงสัตว์ (3) อุตสาหกรรมเฉพาะทางที่มีศักยภาพ (4) การเกษตรอัจฉริยะ (5) การเกษตรในเมือง และ (6) การเกษตรในพื้นที่แห้งแล้ง โดยคาดว่าจะเป็นต้นแบบการพัฒนาที่สามารถขยายผลและประยุกต์ใช้ในวงกว้าง เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรของจีนสู่ความทันสมัยอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับสถานการณ์การค้าระหว่างไทยและจีน ในปี 2568 จีนยังคงเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตรอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 12,354.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (405,791 ล้านบาท) แต่มูลค่าปรับตัวลดลงร้อยละ 0.2 จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย อาทิ เศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงมาตรการบางประการ เช่น การระงับการนำเข้าน้ำเชื่อม โดยสินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปจีน ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ยางและยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ

ทั้งนี้ การเร่งพัฒนาภาคเกษตรตามแผนปฏิบัติการฯ ของจีน เพื่อพึ่งพาตนเองด้านความมั่นคงทางอาหาร อาจส่งผลให้สินค้าเกษตรพื้นฐานของไทยต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงและข้อจำกัดทางการค้ามากขึ้นในระยะยาว อย่างไรก็ตาม วิกฤตดังกล่าวยังแฝงด้วยโอกาสสำหรับสินค้าเกษตรคุณภาพสูง สินค้าแปรรูป และสินค้าเฉพาะทางที่ไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิอากาศและความเชี่ยวชาญ อาทิ ผลไม้เขตร้อน และอาหารแปรรูป ซึ่งยังเป็นที่ต้องการสูงในกลุ่มผู้บริโภคชนชั้นกลางของจีนที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับได้ นอกจากนี้ การเชื่อมโยงเกษตรกับอุตสาหกรรมแปรรูปและระบบโลจิสติกส์ของจีน ยังเอื้อต่อการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศที่สามารถตอบโจทย์ห่วงโซ่มูลค่าในตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผอ.สนค. กล่าวทิ้งท้ายว่า เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดจีนท่ามกลางความท้าทายใหม่ หน่วยงานภาครัฐควรพิจารณาปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่ ‘ยุทธศาสตร์หุ้นส่วนเศรษฐกิจเชิงลึก’ โดยเร่งใช้ประโยชน์จากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในการดึงดูดเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรแม่นยำจากจีนเข้ามาต่อยอดภาคการผลิตไทย ผ่านกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม อาทิ การจัดเวทีจับคู่พันธมิตรทางเทคโนโลยี (Tech-matching) เพื่อถ่ายทอดนวัตกรรมสมาร์ทฟาร์มเข้าสู่ภาคเกษตรไทย การส่งเสริมการร่วมลงทุน (Joint Venture) ในอุตสาหกรรมแปรรูปขั้นสูงเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าก่อนส่งออก และการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์และเครือข่ายการกระจายสินค้า เข้าสู่ช่องทางตลาดสมัยใหม่ของจีนโดยตรง พร้อมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานจีน (Supply Chain Integration) อย่างแนบแน่น ทั้งด้านการผลิตและการแปรรูป นอกจากนี้ ต้องเร่งสร้าง ‘ภูมิคุ้มกันทางการค้า’ ด้วยการยกระดับมาตรฐานสินค้าให้เหนือกว่าข้อกำหนดพื้นฐาน เพื่อสร้างความแตกต่างและหนีการแข่งขันด้านราคา เน้นสินค้าที่มีความปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการมัดใจผู้บริโภคชนชั้นกลางของจีน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาเสถียรภาพการส่งออกสินค้าเกษตรไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่








