วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569 03:07 น.

เศรษฐกิจ

พาณิชย์สัมมนา FTA GO เพิ่มขีดความสามารถ SMEก้าวทันสถานการณ์การค้าโลก

วันพุธ ที่ 08 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.52 น.

พาณิชย์จัดสัมมนา FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย เสริมความรู้เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA หวังเพิ่มขีดความสามารถให้ SMEก้าวทันสถานการณ์การค้าโลก

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา “FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย” ภายใต้โครงการส่งเสริม SMEs ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล และปาฐกถาพิเศษ “ทิศทางการค้าและการลงทุนของไทยในระเบียบโลกใหม่” ว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก เพราะเราไม่ได้กำลังเผชิญแค่การเปลี่ยนแปลงแต่กำลังอยู่ในช่วงของการจัดระเบียบโลกทางการค้าใหม่ ซึ่งต้องบอกว่าภาพรวมสถานการณ์การค้าโลกในขณะนี้มีความไม่แน่นอนที่ซับซ้อน เชื่อมโยง และส่งผลกระทบรวดเร็ว ระบบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น “ต้นทุนต่ำที่สุด” (Cost Optimization) สู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับ “ความเสี่ยงต่ำที่สุด” (Risk Minimization) ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน  ซึ่งขณะนี้แนวโน้มสำคัญที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องจับตามอง 2 เรื่อง คือ สถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ได้ส่งผลกระทบหลักต่อราคาพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงต่อการผันผวนของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 8 ของ GDP ต่อมาคือเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย โดยในปี 2569 ไทยมีการส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าสูงกว่า 72,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือประมาณ 9 แสนล้านบาท จึงถือได้ว่าตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดโอกาสที่สำคัญของไทย

ดร.กิริฎา กล่าวว่า จากผลกระทบจากสถานการณ์การค้าโลกประเทศไทยต้องตระหนักรู้ว่า นโยบายการค้าแบบเดิม อาจไม่เพียงพอสำหรับโลกแบบใหม่อีกต่อไป ดังนั้นรัฐบาลจึงเดินหน้า 2 เรื่องสำคัญควบคู่กัน คือ เร่งรัดการเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา เกาหลีใต้ และ UAE ควบคู่กับการเตรียมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 และเพิ่มการใช้ประโยชน์จาก FTA ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้เพิ่มมากขึ้น ผ่านการจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึก ตั้งแต่หลักเกณฑ์กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: CO) ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมรองรับ FTA ฉบับใหม่ ๆ โดยเฉพาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เพื่อใช้ FTA เป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาดและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย 

ดร.กิริฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง โดยออกมาตรการครอบคลุมทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งการบริหารจัดการด้านอุปทานและการค้าระหว่างประเทศ โดยประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อติดตามเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบสำคัญ นอกจากนี้ยังต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ ประสานความร่วมมือกับเอกอัครราชทูต ทั้งกลุ่มแอฟริกาใต้และลาตินอเมริกา พร้อมสั่งการทูตพาณิชย์ทั่วโลกให้เร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ เพื่อประคองระดับรายได้จากการส่งออกของไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งมีนโยบายการทูตเพื่อเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) บูรณาการเครือข่ายเอกอัครราชทูตและกงสุลทั่วโลกให้เป็น 'Extended Team' หรือทัพหน้าในการเปิดประตูการค้าและสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ โดยดึงจุดแข็งด้านการต่างประเทศและความมั่นคงมาช่วยเสริมอำนาจต่อรองทางการค้า นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศยังตกลงที่จะแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและภารกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้วาระด้านเศรษฐกิจและการค้าถูกหยิบยกเป็นประเด็นสำคัญในทุกการหารือกับผู้นำต่างประเทศเคียงคู่กับมิติทางการเมืองเสมอ

“แน่นอนว่าภาครัฐไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงลำพัง เราต้องการพันธมิตรและภาคเอกชนไทย คือ กำลังสำคัญที่สุด ในโลกที่ผันผวนผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด โดยขอให้เอกชนมั่นใจว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนทั้งในด้านข้อมูล การอำนวยความสะดวก และมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและสร้างแต้มต่อให้ภาคเอกชนไทยในเวทีโลก โดยเราพร้อมรับฟังและแก้ไขปัญหาเชิงรุกเพื่อให้ภาคธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นใจ จึงอยากจะขอความร่วมมือจากภาคเอกชน 3 ด้าน คือ กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA เพื่อขยายฐานสู่ตลาดใหม่ ปรับตัวสู่มาตรฐานใหม่ โดยเร่งยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน (ESG) และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ทั่วโลก (เช่น CBAM) เพื่อรักษา และใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า มุ่งเน้นการผลิตสินค้าและบริการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (High Value-Added) และยกระดับรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างยั่งยืน” ดร.กิริฎา กล่าวทิ้งท้าย