วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569 09:41 น.

เศรษฐกิจ

ทางหลวงผุด ถ.ทล.215 “ร้อยเอ็ด – ท่าตูม” 4 ช่องจราจร เชื่อมร้อยเอ็ด–สุรินทร์ ไร้รอยต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.06 น.

ทางหลวงผุด ถ.ทล.215 “ร้อยเอ็ด – ท่าตูม” 4 ช่องจราจร เชื่อมร้อยเอ็ด–สุรินทร์ ไร้รอยต่อ

 

นายปิยพงษ์  จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.)  เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 215 สาย ร้อยเอ็ด – อ.ท่าตูม ตอน บ.หนองเม็ก – บ.สาหร่าย ได้ดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ โดยเส้นทางดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดสุรินทร์ เพื่อยกระดับโครงข่ายคมนาคมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รองรับการเดินทางและการขนส่งที่เพิ่มขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต พร้อมสนับสนุนการลำเลียงสินค้าเกษตร เพื่อลดต้นทุน และกระจายรายได้สู่ชุมชน อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 

 

โครงการดังกล่าวดำเนินการในช่วง บ้านหนองเม็ก จังหวัดร้อยเอ็ด ถึงบ้านสาหร่าย จังหวัดสุรินทร์ ระหว่าง กม.33+000 – กม.39+500, กม.42+500 – กม.46+050, กม.66+300 – กม.72+200 และ กม.78+500 – กม.85+110 รวมระยะทางประมาณ 22.56 กม. ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 1.13 พันล้านบาท โดยขยายจากเดิม 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร (ไป – กลับข้างละ 2 ช่องจราจร) เพื่อรองรับปริมาณจราจรพร้อมก่อสร้างผิวทางคอนกรีตชนิด Joint Plain Concrete Pavement (JPCP) ซึ่งมีความแข็งแรง และทนทาน ผิวจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร มีการออกแบบเกาะกลางให้เหมาะสมกับพื้นที่ ทั้งแบบแผงกั้นคอนกรีต (Barrier Median) ในพื้นที่นอกชุมชน และแบบยก (Raised Median) ในพื้นที่ชุมชน เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ตลอดจนขยายสะพานจำนวน 2 แห่ง จากเดิมกว้างแห่งละ 12 เมตร ขยายเป็นแห่งละ 25.60 เมตร ความยาวรวม 60 เมตร และติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ป้ายจราจร และสัญญาณไฟจราจรอย่างครบถ้วนตลอดแนวเส้นทาง

 

ทางหลวงหมายเลข 215 เป็นเส้นทางสายหลักที่เชื่อมโยงจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดสุรินทร์      ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองรับการเดินทางระหว่างอำเภอ และชุมชนรวมถึงเชื่อมต่อกับโครงข่ายทางหลวงสายหลักในภูมิภาค โดยเส้นทางดังกล่าวผ่านแหล่งเกษตรกรรมสำคัญ อาทิ แหล่งผลิตข้าว พืชไร่ และการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นรายได้หลักของประชาชน ส่งผลให้การขนส่งผลผลิตเข้าสู่ตลาดเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และรองรับการพัฒนาในอนาคตได้อย่างยั่งยืน