วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569 19:35 น.

เศรษฐกิจ

ไตรมาสแรกปี 2569 ต่างชาติลงทุนในไทย 9.78 หมื่นล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกปี 2568 ถึง 5.07 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 108%

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.07 น.

ไตรมาสแรกปี 2569 ต่างชาติลงทุนในไทย 9.78 หมื่นล้านบาท  เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกปี 2568 ถึง 5.07 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 108%   ‘จีน’ ขึ้นแท่นลงทุนอันดับหนึ่ง 2.20 หมื่นล้านบาท  ตามด้วย ญี่ปุ่น 2.12 หมื่นล้านบาท และสิงคโปร์ 1.85 หมื่นล้านบาท   

 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569  นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า การลงทุนของคนต่างด้าวไตรมาสแรก ปี 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 347 ราย โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 78 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 269 ราย มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 97,780 ล้านบาท โดยมีจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ 

 1. สหรัฐอเมริกา 61 ราย คิดเป็น 18% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 5,903 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ  
   - ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม
   - ธุรกิจโฆษณา
   - ธุรกิจบริการเป็นศูนย์กีฬา และศูนย์ออกกำลังกาย
  - ธุรกิจบริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (Freight Forwarder)

 2. ญี่ปุ่น 55 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 21,240 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ  
     - ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจวิเคราะห์แผงวงจรของเครื่องจักร เพื่อหาสาเหตุกรณีที่เกิดการขัดข้อง เป็นต้น
  - ธุรกิจบริการให้สิทธิแก่ผู้ประกอบธุรกิจบริการซ่อมบำรุงรักษารถยนต์แบบเร่งด่วน (Fast Fit)   
  - ธุรกิจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์
  - ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น Printed Circuit Board Assembly (PCBA) ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ และแม่พิมพ์ เป็นต้น

 3. จีน 54 ราย คิดเป็น 16% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 22,042 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ 
  - ธุรกิจผลิตเครื่องประดับที่ทำจากเงิน
  - ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด และสายสวนบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
  - ธุรกิจจบริการพัฒนาซอฟต์แวร์
  - ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และผลิตภัณฑ์เคมีเพื่ออุตสาหกรรม เป็นต้น

 4. สิงคโปร์ 44 ราย คิดเป็น 13% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 18,547 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ 
  - ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น แบตเตอรี่สำหรับยานพาหนะ เครื่องจักร และเครื่องกล เป็นต้น
  - ธุรกิจบริการ Cloud Service  
  - ธุรกิจบริการศูนย์กระจายสินค้าด้วยระบบที่ทันสมัย
  - ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วน Smart Card ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และชิ้นส่วนช่วงล่างของยานพาหนะ เป็นต้น

 5. ฮ่องกง 33 ราย คิดเป็น 10% ของจำนวนธุรกิจต่างชาติในไทย ลงทุน 6,950 ล้านบาท ในธุรกิจ อาทิ 
  - ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การให้บริการติดตั้ง การให้คำปรึกษาและแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการตั้งค่า การบำรุงรักษา และการซ่อมแซมเครื่องจักรอุปกรณ์และระบบต่างๆ เป็นต้น
  - ธุรกิจบริการจัดหาผู้ประกอบธุรกิจและผู้ให้บริการในประเทศไทยด้านที่พัก ตั๋วเดินทาง ร้านอาหาร 
  - ธุรกิจบริการพัฒนา / ปรับปรุงซอฟต์แวร์
  - ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น  ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสำนักงาน และผลิตภัณฑ์โลหะ เป็นต้น

เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2568 พบว่า การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพิ่มขึ้น 75 ราย (28%) (เดือน ม.ค.-มี.ค. 2569 อนุญาต 347 ราย / เดือน ม.ค.-มี.ค. 2568 อนุญาต 272 ราย) และมีมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 50,747 ล้านบาท (108%) (เดือน ม.ค.-มี.ค. 2569 ลงทุน 97,780 ล้านบาท / เดือน ม.ค.-มี.ค. 2568 ลงทุน 47,033 ล้านบาท) รวมถึงมีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวรวม 3,132 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,527 คน (95%) (เดือน ม.ค.-มี.ค. 2569 จ้างงาน 3,132 คน / เดือน ม.ค.-มี.ค. 2568 จ้างงาน 1,605 คน)  

นอกจากนี้ ยังพบว่า การลงทุนของต่างชาติที่เข้ามา ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สูงถึง 155 ราย คิดเป็น 45% ของจำนวนการอนุญาตทั้งหมด 347 ราย มูลค่าลงทุน 52,403 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมอนาคต (Future Industries) เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง ดิจิทัล AI ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และเกษตรอาหาร โดยประเภทธุรกิจที่ได้รับอนุญาตผ่านช่องทาง BOI สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 

1. ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล ยางล้อสำหรับยานพาหนะ และ 
Aircraft Engine Case เป็นต้น ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
2. ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าสูง อาทิ กิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน (Trade and Investment Support Office: TISO) กิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) และกิจการศูนย์จัดหาจัดซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบระหว่างประเทศ (International Procurement Office: IPO) ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนในระดับภูมิภาค
3. ธุรกิจบริการด้านคอมพิวเตอร์ เช่น พัฒนาซอฟต์แวร์ / แพลตฟอร์ม เป็นต้น ซึ่งตรงกับเป้าหมายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และ AI Services

  อธิบดีพูนพงษ์ฯ เพิ่มเติมว่า สำหรับการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC ของนักลงทุนต่างชาติ ไตรมาสแรกปี 2569 
(เดือนมกราคม - มีนาคม) มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 108 ราย คิดเป็น 31% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 20 ราย (23%) (เดือน ม.ค. - มี.ค. 2569 ลงทุน 108 ราย / เดือน ม.ค. - มี.ค. 2568 ลงทุน 88 ราย) โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 44,001 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก *จีน 37 ราย ลงทุน 19,535 ล้านบาท *ญี่ปุ่น 19 ราย ลงทุน 4,839 ล้านบาท *สิงคโปร์ 15 ราย ลงทุน 7,652 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 37 ราย ลงทุน 11,975 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ลงทุน อาทิ 
 - ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร
 - ธุรกิจบริการออกแบบชิ้นส่วนที่ทำจากยาง หรือเรซิ่นทุกชนิด
 - ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง
 - ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น  Printed Circuit Board Assembly (PCBA), Aircraft Engine Case และผลิตภัณฑ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับสำนักงาน เป็นต้น 

 ทั้งนี้ เฉพาะเดือนมีนาคม 2569 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในประเทศไทย 104 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 31 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 73 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 33,351 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจาก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ มีการจ้างงานคนไทยจากนักลงทุนที่ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 494 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้แก่คนไทย เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมและการควบคุมสถานีจ่ายน้ำมันและก๊าซ องค์ความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ของเสีย และนวัตกรรมการเพิ่มอัตราการรีไซเคิล และองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบบริหารจัดคลังสินค้า  เป็นต้น

  สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในเดือนมีนาคม 2569 ได้แก่  
  - ธุรกิจบริการทางวิศวกรรมและเทคนิค เช่น การตรวจประเมินและให้การรับรองด้านก๊าซเรือนกระจก และการตรวจประเมินและให้การรับรองด้านความปลอดภัย อาหาร ยา เวชภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
  - ธุรกิจการจัดซื้อสินค้า วัตถุดิบ และชิ้นส่วน สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เคมีภัณฑ์และพลาสติก เป็นต้น 
  - ธุรกิจบริการด้านจัดการพลังงาน โดยเป็นการติดตั้งและบริหารจัดการระบบผลิตน้ำเย็น
  - ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์ทางทันตกรรม ผลิตภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิล และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานพาหนะ เป็นต้น

#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์