วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 22:07 น.

เศรษฐกิจ

”พิพัฒน์“เล็งตอกเข็นแลนด์บริดจ์ปี73 หากร่างพ.ร.บ.SECผ่านสภาฯ

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.03 น.

”พิพัฒน์“เล็งตอกเข็นแลนด์บริดจ์ปี73 หากร่างพ.ร.บ.SECผ่านสภาฯ

 

     

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  เปิดเผยภาบหลังมอบนโยบายการบริหารงานให้กับ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ว่าสนข.ถือเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการวางแผนดำเนินโครงการต่างๆของกระทรวงคมนาคม และของประะทศ ซึ่งที่ผ่านมาสนข.ได้ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ชุมพร-ระนอง ถือว่าเป็นเมกะโปรเจกต์เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน โดยการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่ง, มอเตอร์เวย์ และรถไฟรางคู่ เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดผลการศึกษาสนข.ก็ได้ระบุว่าคุ้มค่าการลงทุน โดยในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ตนและผู้บริหารกระทรวงคมนาคมจะลงพื้นที่เริ่มตั้งแต่ จังหวัดชุมพร-จังหวัดระนอง เพื่อตรวจพื้นที่และทำความเข้าใจกับชุมชนรับฟังความคิดเห็นชาวบ้านในท้องถิ่น ก่อนที่จะนำข้อมูลที่ได้มารวมกับผลการศึกษาของสนข.อีกครั้ง คาดว่าจะนำเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เข้าที่ประชุมคณะรัฐบาล (ครม.) ประมาณไตรมาส3 ของปี 2569 เพื่อเสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร คาดว่าน่าจะเริ่มก่อนสร้างโครงการได้ ปี2573 

       

“ส่วนข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ยืนยันจะใช้เทคโนโลยีการเจาะอุโมงค์แทนการระเบิดภูเขาเพื่อรักษาระบบนิเวศ และย้ำว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่การขุดคลอง แต่เป็นการเชื่อมต่อด้วยถนน รางรถไฟ และท่อส่งน้ำมัน ดังนั้นจึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องการแบ่งแยกพื้นที่ประเทศออกเป็นสองซีก หรือปัญหาด้านความมั่นคงตามที่ฝ่ายความมั่นคงเคยมีความกังวลในอดีต ”นายพิพัฒน์ กล่าว 

 

     

นอกจากนี้ สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงานนโยบายตั๋วร่วม ว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำพยากรณ์และข้อสรุปด้านกฎหมาย โดยคาดว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตั๋วร่วม และกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 180 วัน หรือประมาณเดือนมิถุนายนนี้ โดยเป้าหมายหลักจะเริ่มนำร่องในระบบรางเป็นอันดับแรก เนื่องจากมีความพร้อมมากที่สุด ก่อนจะขยายผลไปยังระบบรถเมล์ และการเดินทางทางน้ำ ซึ่งในส่วนของการเดินทางทางน้ำได้มีการหารือกับกรมเจ้าท่าเพื่อเตรียมปรับใช้กับเรือด่วนเจ้าพระยา ส่วนการเดินทางในคลองแสนแสบอาจต้องรอผลการศึกษาเพิ่มเติมอีกระยะหนึ่ง หัวใจสำคัญหลังจากกฎหมายเสร็จสิ้น คือท การเจรจากับผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยเฉพาะภาคเอกชนจาก BEM และ BTS ถึงแนวทางการบริหาร Single Ownership หรือการรวมให้เป็นบริษัทเดียว เพื่อความสะดวกในการทำตั๋วร่วม หากผู้ประกอบการไม่เห็นด้วย ภาครัฐก็ต้องหาวิธีทำให้เขาเห็นด้วย ไม่เช่นนั้นตั๋วร่วมก็เกิดไม่ได้

       

“ ยอมรับว่าการเจรจาอาจมีความท้าทาย เนื่องจากแต่ละบริษัทมีแนวคิดที่แตกต่างกัน แต่ในส่วนของรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคมทั้งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม. )และ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)  เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในการบูรณาการ ซึ่งเป้าหมายสูงสุดคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้ตั๋วใบเดียวเดินทางได้ครอบคลุมทุกระบบภายในอนาคตอันใกล้นี้”นายพิพัฒน์ กล่าว