วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 22:08 น.

เศรษฐกิจ

โฆษกกระทรวงพาณิชย์เผยภาระหนี้ประชาชนยังอยู่ในระดับที่ต้องติดตาม ภายใต้แรงกดดันจากค่าใช้จ่ายและรายได้

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.54 น.

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 6,469 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ เกี่ยวกับภาระหนี้สินของประชาชนและแนวโน้มในอนาคต ผลการสำรวจพบว่า สัดส่วนหนี้สินของประชาชนในปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ในปี 2569 ประชาชนมีแนวโน้มระมัดระวังทางการเงินมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของรายได้และภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสถานะทางการเงินของประชาชน ซึ่งยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ภาพรวมภาระหนี้สินของประชาชน พบว่า ประชาชนมีสัดส่วนมีหนี้สินที่ร้อยละ 62.44  ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผลการสำรวจเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568 ที่ร้อยละ 50.99 โดยเมื่อพิจารณาตามกลุ่มอาชีพ พบว่า พนักงานของรัฐ เกษตรกร และ รับจ้างอิสระ เป็นอาชีพที่มีสัดส่วนหนี้สินสูงที่สุด และเมื่อพิจารณาตามรายได้ พบว่า กลุ่มรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะมีสัดส่วนหนี้สินเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยพบว่ากลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 50,000 บาทเป็นกลุ่มรายได้ที่มีสัดส่วนหนี้สินมากที่สุด ตามมาด้วยกลุ่มรายได้ระหว่าง 10,001 – 50,000 บาท และประชาชน ที่มีหนี้สินที่ร้อยละ 78.86 มีลักษณะหนี้สินเป็นหนี้ในระบบ ตามมาด้วยหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ ที่ร้อยละ 13.72 และหนี้นอกระบบ ที่ร้อยละ 7.43 เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอาชีพ พบว่า พนักงานของรัฐ พนักงานเอกชน และนักศึกษา เป็นกลุ่มอาชีพที่มีสัดส่วนหนี้ในระบบมากที่สุด ที่ร้อยละ 89.09 82.71 และ 80.28 ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มเกษียณอายุและไม่ได้ทำงาน และกลุ่มอาชีพรับจ้างและบริการอิสระเป็นกลุ่มที่มีภาระหนี้นอกระบบสูงกว่ากลุ่มอาชีพอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจสะท้อนถึงการเข้าถึงการขาดแคลนโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินตามกฎหมาย ในขณะที่กลุ่มอาชีพเกษตรเป็นที่มีสัดส่วนหนี้ทั้งสองระบบมากที่สุด ซึ่งอาจสะท้อนถึงลักษณะภาระทางการเงินของภาคเกษตรในปัจจุบันที่มีความเปราะบาง เช่นเดียวกับการพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่า กลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 5,000 – 10,000 บาทเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนหนี้นอกระบบและหนี้ในทั้งสองระบบมากที่สุด

ประเภทของหนี้สิน ในการสำรวจในภาพรวม พบว่า การกู้เงินจากสถาบันการเงินยังเป็นสัดส่วนหนี้สินที่ประชาชนมีสัดส่วนมากที่สุด ที่ร้อยละ 23.23 ตามมาด้วยบัตรเครดิต การผ่อนชำระหรือขอสินเชื่อ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และการกู้สหกรณ์ ที่ร้อยละ 19.90 ร้อยละ 12.90 และ ร้อยละ 12.87 ตามลำดับ เมื่อพิจารณาแยกตามอายุ พบว่า ประชาชนอายุต่ำกว่า 29 ปีมีสัดส่วนหนี้สินจากการผ่อนชำระและขอสินเชื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ในสัดส่วนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจเป็นลักษณะที่อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุระหว่าง 20-29 ปี ที่มีสัดส่วนการมีหนี้สินในลักษณะดังกล่าวสูงถึง ร้อยละ 27.25 ในขณะที่กลุ่มอายุ 40 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนหนี้สินเป็นการกู้ยืมจากสถาบันการเงินมากที่สุด และเมื่อพิจารณาตาม
กลุ่มอาชีพ พบว่านักศึกษามีสัดส่วนการมีหนี้สินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มากที่สุดที่ร้อยละ 31.55 รองลงมาด้วย หนี้สินจากการกู้ยืมกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา 

จำนวนหนี้สินที่มีการผ่อนชำระต่อเดือน พบว่า ในภาพรวมประชาชนส่วนมากมีการผ่อนชำระไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน ที่ร้อยละ 38.91 ตามมาด้วย ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน ที่ร้อยละ 34.59 และการชำระเงิน 10,000 – 30,000 บาทต่อเดือน ที่ร้อยละ 19.29 และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่า ยิ่งระดับรายได้สูงขึ้น ก็ยิ่งมีแนวโน้มในการชำระหนี้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการรับภาระหนี้และความสามารถในการชำระหนี้ที่แตกต่างกันในแต่ละระดับรายได้

สาเหตุของหนี้สิน ในภาพรวม พบว่า ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้ประชาชนมีการสร้างภาระหนี้สินมากที่สุด โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 29.06 และตามมาด้วยการซื้อสินทรัพย์ อาทิ ที่อยู่อาศัยและยานพาหนะ ที่ร้อยละ 25.83 และการสร้างหนี้เพื่อการลงทุน ที่ร้อยละ 13.45 เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มอายุที่ต่ำกว่า 20 ปี และกลุ่มที่อายุมากกว่า 60 ปี มีสัดส่วนการสร้างหนี้มาจากค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่เพิ่มมากขึ้นสูงที่สุด ที่ร้อยละ 37.88 และ 24.88 ตามลำดับ ในขณะที่กลุ่มอายุอื่นๆ มีสาเหตุหนี้มาจากการซื้อสินทรัพย์และค่าใช้จ่ายประจำที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสำคัญ และเมื่อพิจารณาตามกลุ่มรายได้ พบว่า กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท มีสัดส่วนการสร้างหนี้จากค่าใช้จ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นมากที่สุด ในขณะที่กลุ่มรายได้ตั้งแต่ 20,001 บาทขึ้นไป มีสัดส่วนการซื้อสินทรัพย์เป็นสาเหตุของหนี้สินมากที่สุด สำหรับสาเหตุเพื่อการลงทุน พบว่า ในกลุ่มที่มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจะยิ่งมีสัดส่วนหนี้สินจากการลงทุนเพิ่มมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม พบว่า กลุ่มรายได้ ต่ำกว่า 10,000 บาท มีสัดส่วนการมีหนี้สินจากค่าใช้จ่ายฉุกเฉินและรายได้ที่ลดลงมากกว่ากลุ่มรายได้อื่นๆ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางทางการเงินและความเสี่ยงในการสร้างหนี้ในอนาคตได้มากกว่า

สำหรับแนวทางปรับตัว ในภาพรวม พบว่า การลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยและการหารายได้เพิ่ม ยังคงเป็นแนวทางสำคัญในการปรับตัวของประชาชนเช่นเดียวกับการสำรวจปี 2568 ตามมาด้วยการวางแผนค่าใช้จ่ายและการลดค่าใช้จ่ายประจำลง เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบว่า กลุ่มผู้สูงอายุมีสัดส่วนความต้องการปรับโครงสร้างหนี้และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินมากกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ ในขณะที่การวางแผนค่าใช้จ่ายได้รับความนิยมในกลุ่มอายุต่ำกว่า 20 มากกว่ากลุ่มอื่นๆ  

 แนวโน้มสถานการณ์หนี้สิน ปี 2569 ในภาพรวม พบว่า ประชาชนมีแนวโน้มว่าจะไม่มีการสร้างหนี้เพิ่มเติมในปี 2569 สูงถึงร้อยละ 61.84 และในส่วนที่คาดการณ์ว่าจะมีการสร้างหนี้ในปี 2569 มีสาเหตุมาจากภาระค่าใช้จ่ายประจำและจำเป็นมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ที่ร้อยละ 15.52 ตามมาด้วยการสร้างหนี้เพื่อการชำระหนี้ปัจจุบัน ที่ร้อยละ 4.86 และการลงทุนระยะยาว ที่ร้อยละ 4.48 เมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มอาชีพ พบว่า กลุ่มเจ้าของกิจการมีแนวโน้มการสร้างหนี้สินเพื่อการประคับประคองธุรกิจหรือกิจการมากกว่าการสร้างหนี้สินเพื่อการลงทุนในการขยายกิจการ ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มอาชีพอิสระ มีสัดส่วนมองว่าจะต้องมีการสร้างหนี้สินเพื่อการชำระหนี้เก่าและรายได้ที่ไม่แน่นอนสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งอาจสะท้อนถึงมุมมองและความกังวลต่อการดำเนินกิจการ การคาดการณ์แนวโน้มการเกษตร และสถานการณ์เศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ในขณะที่กลุ่มอาชีพที่มีรายได้แน่นอน อาทิ พนักงานของรัฐและพนักงานเอกชน มีแนวโน้มจะสร้างหนี้สินเพื่อการซื้อสินทรัพย์มากกว่ากลุ่มอาชีพอื่นๆ และเมื่อพิจารณาแยกตามกลุ่มรายได้ พบว่า กลุ่มรายได้ระหว่าง 20,001 – 30,000 บาท มีแนวโน้มจะมีการสร้างหนี้สินในปี 2569 มากที่สุด โดยเฉพาะจากค่าใช้จ่ายประจำและจำเป็นที่เพิ่มขึ้นและการสร้างหนี้เพื่อการซื้อสินทรัพย์ที่สูงกว่ากลุ่มรายได้อื่นๆ ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท มีแนวโน้มการสร้างหนี้ในปี 2569 จากรายได้ที่ไม่แน่นอนมากกว่ากลุ่มรายได้อื่นๆ อาจสะท้อนถึงความไม่มั่นคงทางรายได้ที่เกิดขึ้นในกลุ่มรายได้ดังกล่าว ในขณะที่ กลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 40,001 บาทกลับมีแนวโน้มที่จะไม่มีการสร้างภาระหนี้สินเพิ่มมากขึ้นในปี 2569

นายนันทพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายถึงผลการสำรวจครั้งนี้ว่า ภาระหนี้สินของประชาชนยังถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยผลการสำรวจที่สะท้อนถึงระดับหนี้สินที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความเปราะบางทางการเงินในหลายกลุ่ม ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการบริโภคและการผลิต รวมถึงความกังวลของประชาชนในการใช้จ่าย ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชนที่จะเปลี่ยนแปลงในระยะต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้องในด้านการดูแลราคาสินค้าและบริการ การบรรเทาภาระค่าครองชีพ การส่งเสริมบรรยากาศการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถขยายช่องทางการตลาดและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจมีส่วนช่วยลดแรงกดดันด้านค่าใช้จ่ายของประชาชน และเสริมสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการภาระหนี้ในภาพรวม พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมในการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอกที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป