วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569 19:31 น.

เศรษฐกิจ

“ศุภจี-ไชยชนก-สุรศักดิ์-พัฒนา” เป็นสักขีพยาน MOU 23 หน่วยงาน  ปราบปรามนอมินีและทุนเทาให้สิ้นซาก

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.16 น.

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นประธานสักขีพยานพิธีลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) บูรณาการความร่วมมือรัฐ-เอกชน 23 หน่วยงาน จัดการปัญหานอมินีและทุนเทาให้สิ้นซาก ยกระดับประเทศให้เป็นเศรษฐกิจสีขาว...

MOU ฉบับนี้ เป็นพันธสัญญาร่วมกันสร้างกลไกการทำงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปราม ตลอดจนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีอย่างเด็ดขาด นับจากนี้!! ทุกหน่วยงานจะจับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และปกป้องผลประโยชน์ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริตขณะเดียวกัน จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับนักลงทุนที่ประกอบธุรกิจโดยมิชอบ สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยระยะยาว ภายใต้แนวคิด “ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี”

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานสักขีพยานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมด้วย ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 ว่า “ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้มาเป็นประธานสักขีพยานการลงนาม MOU ในครั้งนี้ ซึ่งดำเนินการภายใต้แนวคิด ‘ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี’ นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของประเทศไทยที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน 23 หน่วยงาน ได้รวมตัวกันให้พันธสัญญาในการสร้างกลไกการทำงานเฝ้าระวัง ป้องกัน ปราบปราม ตลอดจนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีและทุนเทาอย่างเด็ดขาด ซึ่งการลงนาม MOU ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการดูแลเศรษฐกิจของชาติ”

“‘นอมินี’ และ ‘ทุนเทา’ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งในมิติความมั่นคง สังคม การค้า และการลงทุนอย่างรุนแรง MOU ครั้งนี้ ต้องการ ‘สร้างโอกาสให้กับคนไทย’ และ ‘ลดความเหลื่อมล้ำ’ ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยเน้น 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1) บูรณาการฐานข้อมูล โดยเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เส้นทางการเงิน การถือครองที่ดินและทรัพย์สิน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ 2) สร้างกลไกเฝ้าระวัง เพื่อร่วมกันป้องกันและปราบปราม ตลอดจนดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างจริงจังและถึงที่สุด ซึ่งจากนี้ไปไม่อยากได้ยินเรื่องละเว้นการจับกุมผู้กระทำความผิดหรือการจับกุมผู้กระทำความผิดแล้วมีการเคลียร์กันให้ได้ยินอีกต่อไป 3) สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติว่าประเทศไทยพร้อมปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง และพร้อมให้การสนับสนุนนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต เป็นการส่งเสริมคนดีให้มีกำลังใจและพร้อมประกอบธุรกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยมีภาครัฐเคียงข้างสนับสนุนและผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ขณะที่นักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยมิชอบ ภาครัฐก็พร้อมลงดาบปราบปรามให้หมดไป โดยใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานมาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะเป็นกลไกที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแก่ภาคการลงทุน และเป็นพื้นฐานสำคัญที่ชาวต่างชาติจะเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนประกอบธุรกิจ นับจากนี้ เราต้องเปลี่ยน ‘การค้าการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง’และเปลี่ยนจาก ‘การอำพราง’ ให้กลายเป็น ‘ความโปร่งใส’”

นางศุภจีฯ กล่าวต่อว่า ภารกิจสำคัญในครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการร่วมแรงร่วมใจของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้ง 23 หน่วยงานได้แก่ *กระทรวงมหาดไทย *กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม *สำนักงานตำรวจแห่งชาติ *สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน *ธนาคารแห่งประเทศไทย *สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน *กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร *กรมพัฒนาธุรกิจการค้า *กรมสรรพากร *กรมศุลกากร *กรมสอบสวนคดีพิเศษ *กรมที่ดิน *กรมการท่องเที่ยว *กรมการจัดหางาน *กรมโรงงานอุตสาหกรรม  *กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช *กรมวิชาการเกษตร *สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า *สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา *สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม *สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) *ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสมาคมธนาคารไทย ที่มีเป้าประสงค์ร่วมกันคือต้องการยกระดับไทยให้เป็นประเทศที่มีความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นประตูด่านแรกที่นักธุรกิจต่างชาติจะใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเข้ามาลงทุนดังนั้น การสร้างบรรทัดฐานในการประกอบธุรกิจที่ถูกต้องจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือ นอมินีและทุนเทาเป็นปัญหาสำคัญที่กีดขวางการพัฒนาและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถดำเนินการเรื่องนี้ให้สำเร็จได้โดยลำพังหน่วยงานเดียว เราเป็นเพียงหน่วยงานต้นทางที่รับจดทะเบียนตั้งธุรกิจ ซึ่งตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ได้สั่งการกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ดำเนินการป้องกันการจดทะเบียนตั้งธุรกิจของคนต่างชาติโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีอย่างเด็ดขาด ดังนั้น MOU ฉบับนี้ จะช่วยปิดจุดอ่อน/เสริมจุดแข็งแก่ภาคการลงทุนของไทย และผลักดันนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยมิชอบให้ไม่สามารถใช้ไทยเป็นฐานการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติประชาคมโลกที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศที่มีความโปร่งใส และมีกฎหมายต่อต้านการประกอบธุรกิจโดยมิชอบอย่างเข้มงวด อันจะเป็นแต้มต่อในการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยสอดคล้องกับแนวคิดหลักการ MOUในครั้งนี้ คือ ‘ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี’ ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ไม่ต้องการให้ ‘นอมินี’ และ ‘ทุนเทา’ มาสร้างปัญหา สร้างรอยร้าวทางเศรษฐกิจและความไม่ชอบธรรมแก่ภาคธุรกิจของไทย”

ทั้งนี้ นางศุภจีฯ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า แม้การลงนาม MOU ในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเชิงสัญลักษณ์ ทั้ง 23 หน่วยงานได้เริ่มทำงานร่วมกันมีผลเป็นรูปธรรมแล้ว เช่น การเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติ

“ปัจจุบันกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีฐานข้อมูลนิติบุคคลกว่า 980,000 ราย ซึ่งได้เชื่อมกับข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.4 ล้านราย พบความเชื่อมโยงที่มีความเสี่ยงประมาณ 53,000 ราย และได้ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ รวมถึงตรวจพบบัญชีม้าที่เชื่อมโยงกับนิติบุคคลประมาณ 2,000 ราย และดำเนินการตามกฎหมายแล้ว” นางศุภจีฯ กล่าว

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการจัดการปัญหานอมินีที่เชื่อมโยงกับบัญชีม้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและคาดว่าจะสามารถลดปัญหาลงได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน

“ปัญหา ‘นอมินี’ และ ‘ทุนเทา’ เป็นตัวฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาประเทศทุกด้าน เพิ่มภาระต้นทุนภาคธุรกิจ และส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจในภาพรวม การปล่อยปะละเลยให้ ‘นอมินี’ และ ‘ทุนเทา’ สร้างความไม่เสมอภาคแก่นักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต จะทำให้การประกอบธุรกิจเกิดสองมาตรฐาน และสร้างเงื่อนไขระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่นานาชาติให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น และหยิบยกขึ้นมาเพื่อกีดกันทางการค้า โอกาสนี้ ขอขอบคุณพันธมิตรทั้ง 23 หน่วยงานที่มาร่วมกันสร้างความโปร่งใสให้แก่ภาคธุรกิจของไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ และช่วยยกระดับภาคการลงทุนของไทยให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น นับจากนี้ ทุกหน่วยงานจะจับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และปกป้องผลประโยชน์ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต สร้างความได้เปรียบให้แก่ประเทศของตน” นางศุภจีฯ กล่าวทิ้งท้าย

#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์