วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.33 น.
“สรรพเชญ” สั่งกทท.แก้ปัญหาสร้างท่าเรือแหลมฉบังเฟส3 ด่วน
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายการบริหารงานให้กับการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ว่าภายหลังได้รับรายงานปัญหาเกี่ยวข้องกับโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส3 ซึ่งมอบหมายให้กทท.เร่งรัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวขณะนี้มีความล่าช้าประมาณ 6 เดือน ในการส่งมอบพื้นที่ให้แก่บริษัท จี พี ซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด (GPC) ผู้รับสัมปทานจากเดิมที่ต้องส่งมอบพื้นที่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ขณะนี้ได้ขยายเวลาไปถึงเดือนมิถุนายน 2569 เนื่องจากติดปัญหาข้อกำหนดทางเทคนิคเรื่องความหนาแน่นของดินถมที่ไม่สอดคล้องกันระหว่างสัญญาร่วมลงทุนและสัญญาจ้างก่อสร้าง

“ที่ผ่านมาผมได้รับรายงานว่าทางGPCได้ยื่นหนังสือมายัง กทท. เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้ชดเชยความเสียหายจากการเสียโอกาสในการดำเนินโครงการตามสัญญา โดยเรียกร้องความเสียหายออกเป็น 2 ประเด็น รวมมูลค่าราว 4,000 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.ค่าชดเชยผลตอบแทนลดลงจากการประเมินมูลค่าปัจจุบันสุทธิ หรือ Net Present Value (NPV) จากการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า และ 2. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานล่าช้า เรื่องนี้ผมได้สั่งการไปแล้วว่าต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด ต้องเรียกประชุมและหารือหาทางออกให้เร็วที่สุด หรืออย่างน้อยไม่เกิน 60 วัน เพื่อนำเรื่องเสนอนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณา มั่นใจท่าเรือแหลมฉบัง F1 จะเสร็จตามแผนภายในปี 2574”
ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า ปัจจุบันสัญญาร่วมลงทุนท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เลยกำหนดส่งมอบพื้นที่มาแล้วกว่า 6 เดือน จากเดิม กทท.ต้องส่งมอบพื้นที่ในเดือน พ.ย.2568 ซึ่งหลังจากนั้นได้มีการเจรจาขยายกำหนดส่งมอบพื้นที่มาเป็นภายในเดือน มิ.ย. 2569 เนื่องจากมีเหตุของการส่งมอบพื้นที่ไม่สามารถดำเนินการได้ ที่ผ่านมา กทท.ได้เจรจากับ GPC มาอย่างต่อเนื่อง และเบื้องต้นมีแนวทางออกที่เหมาะสม เช่นการตอกเสาเข็มเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความหนาแน่นของงานถมทะเล
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาปัญหาและทางออกในเรื่องนี้ ซึ่งมีตัวแทนจากทาง วสท.เข้าร่วมพิจารณาด้วย จึงคาดว่าจะมีแนวทางออกในการแก้ปัญหาเพิ่มขึ้นจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ และอาจปรับลดวงเงินดำเนินงานได้เหลือประมาณ 1,000ล้านบาท ส่วนกรณีความเสียหายและการรับผิดชอบเงินลงทุนที่ต้องปรับเพิ่มขึ้นจากการตอกเสาเข็ม หรือใช้เทคโนโลยีเพิ่มความหนาแน่นของงานถมทะเลนั้น จะต้องเป็นไปตามการพิจารณาของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่กระทรวงคมนาคมจะจัดตั้งขึ้น รวมทั้งต้องหารือร่วมกันทั้ง 3 ฝ่าย คือ กทท. GPC และที่ปรึกษาโครงการ
“ขณะนี้กทท.ยังประเมินกรอบการเปิดให้บริการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ภายในปี 2574 โดยหากสามารถแก้ปัญหาและส่งมอบพื้นที่ภายในปีนี้ ทางกลุ่ม GPC ก็จะสามารถเริ่มงานก่อสร้างได้ทันที และมีเวลา 4 ปีในการก่อสร้างงานอาคารและติดตั้งอุปกรณ์ดำเนินงานตามสัญญาร่วมลงทุน โดยสถานะของงานสัญญาถมทะเล ท่าเทียบเรือ F2 ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการก่อสร้างมากกว่า 89% และคาดการณ์ว่ากิจการร่วมค้า CNNC ผู้รับจ้างงานถมทะเลจาก กทท.จะส่งมอบพื้นที่ถมทะเล F2 ให้ กทท.ประมาณกลางปี 2569”ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร กล่าว