วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 23:37 น.

เศรษฐกิจ

เปิดยุทธศาสตร์ ThaiBev–TCC Technology–CMKL University ทรานส์ฟอร์ม AI Supply Chain ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน 

วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

เปิดยุทธศาสตร์ ThaiBev–TCC Technology–CMKL University ทรานส์ฟอร์ม AI Supply Chain ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน 

 

 

ท่ามกลางความท้าทายของโลกธุรกิจยุคใหม่ “ซัพพลายเชน” (supply chain) กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ควบคู่ไปกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ OPEN-TEC ศูนย์รวมองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group จัดเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมอง (special open talk) ในหัวข้อ “การพลิกโฉมซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูล” สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญทั้งด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน การสร้างมูลค่าทางธุรกิจในระยะยาว และความยั่งยืนได้อย่างไร 

โดยได้รับเกียรติจากคุณอรทัย พูลทรัพย์ Chief of Supply Chain Thailand บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ThaiBev ผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลภาพรวมซัพพลายเชนของ ThaiBev ครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อ การผลิตไปจนถึงการกระจายสินค้าแบบครบวงจร มาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และประสบการณ์พร้อมถ่ายทอดแนวทางการขับเคลื่อนความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมภายใต้ความร่วมมือระหว่าง TCC Technology (TCCtech) และ CMKL University 

โดยเบื้องหลังความสำเร็จด้านซัพพลายเชน

คุณอรทัยฉายให้เห็นภาพว่า จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ซัพพลายเชนของ ThaiBev มีความแตกต่าง คือ แนวคิด “การหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์” หรือการนำบรรจุภัณฑ์กลับมารีไซเคิลหลังการบริโภค โดยโครงสร้างซัพพลายเชนได้แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ การจัดซื้อ การผลิต การจัดการบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียน และการบริหารจัดการของเสีย ซึ่งทุกองค์ประกอบล้วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและเป็นรากฐานของกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ความสำเร็จนี้ยังเกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับ TCC Technology (TCCtech) ในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ที่ช่วยวางแพลนและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายสู่ Net Zero และ Circularity

 กลยุทธ์ซัพพลายเชนของ ThaiBev สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนระดับโลก โดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งหนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีแหล่งกำเนิดจาก

ซัพพลายเออร์ ด้วยจำนวนซัพพลายเออร์มากกว่า 3,000 ราย การจัดการในส่วนนี้จึงต้องอาศัยทั้งความร่วมมือ ดูแล และการมองเห็นข้อมูลตลอดห่วงโซ่คุณค่า ขณะเดียวกัน ThaiBev ยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ภายในปี 2030 โดยปัจจุบันมีความคืบหน้าอยู่ที่ประมาณ 40% อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการบรรลุการหมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ 100% ภายในปี 2030 ซึ่งสอดคล้องกับหลักการ Extended Producer Responsibility (EPR) ในระดับสากล แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้ผลิต จากเดิมที่รับผิดชอบเพียงกระบวนการผลิต ไปสู่การรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังการบริโภคอย่างครบถ้วนในทุกด้าน

นอกจากนี้ คุณอรทัยยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่เดิม ตัวอย่างเช่น “ซาเล้ง” ที่เปรียบเสมือนระบบการเก็บรวบรวมของที่ใช้แล้วที่ถูกมองข้ามมาโดยตลอด โดยระบบนี้ทำงานในลักษณะของเครือข่าย ที่ช่วยสนับสนุนการจัดการของที่ใช้แล้วผ่านการเก็บรวบรวมและคัดแยกวัสดุ ทำให้สามารถนำวัสดุรีไซเคิลกลับมาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์

ข้อมูลคือหัวใจของการขับเคลื่อน

คุณอรทัยกล่าวอีกด้วยว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคธุรกิจ ซึ่ง “ข้อมูล” ได้กลายเป็นหัวใจหลักในการตัดสินใจและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเพื่อให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน โดยได้ร่วมมือกับ TCC Technology (TCCtech) ในการพัฒนาแดชบอร์ด รวมถึงระบบติดตามผลดิจิทัลมาใช้ในการดูแลประสิทธิภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานมากกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ อาศัยเซนเซอร์และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้สามารถมองเห็นประสิทธิภาพของระบบได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถตรวจจับปัญหาได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนมีระบบเทคโนโลยีที่เชื่อมข้อมูลและระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกันผ่านแพลตฟอร์มแบบรวมศูนย์

 การบูรณาการดังกล่าวช่วยให้การลงทุนด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งสนับสนุนเป้าหมายระยะยาวขององค์กรในการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

นวัตกรรม “Triple O”: ผสาน Data, Robotics และ AI

“Triple O” คือหนึ่งในตัวอย่างนวัตกรรมที่โดดเด่นในการจัดการบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนในระดับกิจกรรมที่มีขนาดใหญ่ด้วยปริมาณแก้วเกือบล้านตัน และปริมาณเศษกระดาษ 2 แสนตันต่อปี

Oasis – Data-Driven Precision

 “O” แรก Oasis เสมือนเทน้ำลงทะเลทราย แม้จะรู้สถานที่ขายแต่ไม่รู้ว่าหลังบริโภควัสดุที่เหลือใช้หายไปอยู่ที่ไหน ดังนั้น จึงได้มีการนำเทคโนโลยีและข้อมูล GPS มาทำการวิเคราะห์และทำการจับคู่เพื่อระบุ white space ระหว่างร้านค้าและสถานที่ขาย จาก Insight ที่ได้ทำให้ทีมงานสามารถระบุปริมาณขายและจำนวนการส่งคืนบรรจุภัณฑ์ และดำเนินมาตรการจัดการได้อย่างเหมาะสมและตรงจุดในแต่ละสถานที่

Octopus – Robotics

“O” ที่สอง Octopus มีลักษณะเหมือนหนวดปลาหมึกยักษ์ คือการนำหุ่นยนต์ (แขนกล) ที่ต้องออกแบบเป็นพิเศษ แตกต่างจากเครื่องทั่วไป ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการคัดเลือกวัสดุที่มีความหลากหลาย ซับซ้อน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ พร้อมช่วยทุ่นแรง ลดภาระและช่วยให้คนสามารถทำงานได้สะดวกสบายขึ้น

Oracle – AI-Powered Intelligence

“O” ที่สาม Oracleเป็นชื่อได้จากเรื่องราวของกรีกโบราณ ผู้ที่สามารถทำนายเหตุการณ์อนาคตได้อย่างถูกต้อง ในที่นี้เปรียบกับการนำเอาเทคโนโลยีการจดจำภาพ (image recognition) คือเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ช่วยจดจำ วิเคราะห์ และเข้าใจ สามารถแยกแยะ จำแนกประเภทขวดที่ใช้แล้วได้อย่างแม่นยำ แม้ในสภาพใช้งานจริงที่มีรูปทรงที่หลากหลาย ลดการสูญเสียวัสดุ และเพิ่มศักยภาพในการนำกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด ขั้นตอนนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำ AI มาใช้ โดย ThaiBev ได้พัฒนา ร่วมกับพันธมิตรได้แก่ TCC Technology และ CMKL University โครงการนี้สะท้อนให้เห็นว่า พันธมิตรด้านนวัตกรรมเหล่านี้ สามารถช่วยแปลงความท้าทายทางธุรกิจให้กลายเป็นโซลูชันดิจิทัลที่สามารถขยายผลได้ในระดับองค์กร

เศรษฐกิจหมุนเวียน: สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

โมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของ ThaiBev สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง รองรับพันธมิตรกว่า 3,000–4,000 ราย และผู้คนอีกกว่าแสนชีวิต ซึ่งรวมถึงผู้รีไซเคิล ผู้เก็บรวบรวมวัสดุ และผู้ประกอบการรายย่อย  สำหรับหลายๆคน เครือข่ายนี้เป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงและช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น อีกทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม การนำกลับมาใช้ซ้ำและการรีไซเคิลช่วยลดความจำเป็นในการใช้วัตถุดิบใหม่และลดการใช้พลังงาน ตัวอย่างเช่น การนำขวดแก้วกลับมาใช้ซ้ำช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิต นอกจากนี้ ของเสียจากกระบวนการผลิตยังถูกนำไปแปรรูปเป็นพลังงานหมุนเวียนและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบครบวงจร

“Samui Model (สมุยโมเดล)” เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมเชิงกระบวนการ ซึ่งออกแบบมา เพื่อแก้ไขความท้าทายด้านโลจิสติกส์ในพื้นที่เกาะ โดยใช้แนวคิดการขนส่งขากลับด้วยการนำรถบรรทุกที่ว่างจากการส่งสินค้า มาใช้ขนส่งวัสดุรีไซเคิลกลับสู่แผ่นดินใหญ่ แนวทางนี้ช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมวัสดุรีไซเคิล โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงกระบวนการทำงาน สามารถสร้างมูลค่าใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มจำนวนมาก ปัจจุบัน โครงการดังกล่าวได้ขยายไปยังหลายพื้นที่ตามเกาะต่างๆ และยังคงเดินหน้าขยายผลในระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทั้งผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและรายได้ให้กับชุมชน

ก้าวสู่อนาคตของซัพพลายเชนดิจิทัล

คุณอรทัยได้กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้เทคโนโลยีและข้อมูลจะเป็นสิ่งสำคัญแต่ความสำเร็จที่แท้จริงขึ้นอยู่กับวิธีที่องค์กรนำสิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้ โดยต้องอาศัยทั้งบุคลากรที่เหมาะสม แนวคิดที่ถูกต้อง และความสามารถในการแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการดำเนินงานที่สร้างคุณค่าอย่างเป็นรูปธรรม

ดังนั้น เทคโนโลยีจึงต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและทิศทางเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์กรที่สามารถปรับตัวสู่ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพจะมีความพร้อมในการรับมือกับความซับซ้อน ขับเคลื่อนนวัตกรรม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืน