วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.32 น.
“พิพัฒน์” เปิดใช้ถนน 4 เลน สายแยก ทล.4103 - ถนนพุทธภูมิ หนุนศก.-ท่องเที่ยวของภาคใต้
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลัง เป็นประธานเปิดใช้ถนนสายแยก ทล.4103 - ถนนพุทธภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีนายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้การต้อนรับ และมีนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) พร้อมด้วยผู้บริหารส่วนราชการในจังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมในทุกภูมิภาคคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน สำหรับโครงการก่อสร้างถนนสายแยก ทล.4103 - ถนนพุทธภูมิ นับเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาการจราจรติดขัดในตัวเมือง และระบายรถออกสู่นอกเมืองได้อย่างคล่องตัว โดยมี 4 ช่องจราจร และมีคลองส่งน้ำชลประทานอยู่เกาะกลาง ซึ่งเส้นทางนี้เชื่อมโยงเส้นทางเข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาและวัฒนธรรม โดยเฉพาะ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร (ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก) ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า โครงการก่อสร้างถนนสายแยก ทล.4103 - ถนนพุทธภูมิ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น เป็นเส้นทางเข้าสู่สถานที่ท่องเที่ยวทางด้านศาสนา และวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ทั้งนี้ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินการก่อสร้างถนนสายดังกล่าว ซึ่งการก่อสร้างมีจุดเริ่มต้น กม.ที่ 0+000 บริเวณจุดตัดถนน ทล.4103 และไปสิ้นสุด กม.ที่ 4+000 บนถนนพุทธภูมิ รวมระยะทาง 4 กิโลเมตร ก่อสร้างเป็นผิวจราจรแบบคอนกรีต 4 ช่องจราจร กว้างช่องละ 3.25 เมตร (ไป - กลับ) มีไหล่ทางกว้าง 1 - 3 เมตร โดยตรงกลางเป็นคลองส่งน้ำของกรมชลประทาน
พร้อมก่อสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ ความยาวรวม 390 เมตร และมีทางกลับรถ จำนวน 5 จุด ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 528.969 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม นายสมชาย ลีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ยังกล่าวชื่นชมและสะท้อนภาพการทำงานของนายพิพัฒน์ ที่ ขับเคลื่อนโครงการแบบบูรณาการหน่วยงานที่ช่วยพลิกฟื้นคุณภาพชีวิตของชาวนครศรีธรรมราชจนเกิดผลแล้ว อย่าง การปลดล็อกงบประมาณเพื่อประชาชน ให้ท้องถิ่นนำเงินสะสมที่ตกค้าง นำออกมาใช้ขับเคลื่อนโครงการแล้วกว่า 5,200 ล้านบาท เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และพัฒนาพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เม็ดเงินเหล่านี้ลงไปแก้ปัญหาถึงมือพี่น้องประชาชนโดยตรง และที่สำคัญคือ การจัดการขยะแบบยั่งยืนโดยส่งทำเชื้อเพลิง RDF ทำให้เทศบาลไม่ต้องสูญเสียภาษีประชาชนไปกับค่ากำจัดขยะปีละ 7-9 ล้านบาท แต่กลับสร้างรายได้คืนสู่ท้องถิ่นถึง 7 แสนบาทต่อปี จนปัจจุบันมี อปท. ร่วมขับเคลื่อนถึง 35 แห่ง และทำให้จังหวัดคว้ารางวัลจัดการขยะระดับประเทศ