วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 03:52 น.

เศรษฐกิจ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าประสานพลัง กรมการท่องเที่ยว ลุยเช็คบิล ‘นอมินีธุรกิจนำเที่ยว’   6 เดือน ปี’69 พบกลุ่มเสี่ยงเข้าข่ายนอมินี 5 จังหวัดท่องเที่ยว 33 ราย เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 4 ราย 

วันเสาร์ ที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.38 น.

        กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ กรมการท่องเที่ยว ลุยเช็คบิล ‘นอมินีธุรกิจนำเที่ยว’ นำระบบ AI ช่วยคัดกรองกลุ่มเสี่ยง เฝ้าติดตามพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด สบโอกาสแสดงตัว..รวบทั้งไทยและเทศที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายนอมินี 6 เดือน ปี 2569 พบกลุ่มเสี่ยง 5 จังหวัดท่องเที่ยว 33 ราย ในจำนวนนี้เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 4 ราย ที่เหลือส่งเครือข่ายพันธมิตรตรวจสอบเชิงลึกเอาผิดขั้นสูงสุด ย้ำ!! นอมินียุคปัจจุบันเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ใช้กลยุทธ์คดโกงแนบเนียนตบตาเจ้าหน้าที่รัฐ จะปราบปรามให้อยู่หมัดต้องอาศัยพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน และนำเทคโนโลยีใช้เป็นเครื่องมือกลั่นกรอง ติดตาม เฝ้าระวัง

       เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วานนี้ (วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569) มอบหมายให้ นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และทีมปราบนอมินี เข้าร่วมประชุมกับรองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว ถึงแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ของคนต่างด้าว โดยประเด็นหลักของการหารือประกอบด้วย 1) แนวทางและมาตรการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าวตามนโยบายของรัฐบาล 2) แนวทางในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการตรวจสอบ ติดตามการดำเนินงานของบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รวมถึง การดูแลนักท่องเที่ยว 


 
      อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า ทั้ง 2 หน่วยงานร่วมกันพิจารณาปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สำหรับชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายและมีการใช้คนไทยเป็นนอมินี ใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 
 
      1) ทบทวนแนวปฏิบัติในการจดทะเบียนนิติบุคคล โดยเฉพาะประเด็นที่บุคคลสัญชาติไทยปรากฏชื่อเป็นกรรมการในหลายบริษัทมากเกินปกติวิสัยที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะสามารถบริหารกิจการได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นช่องว่างของกฎหมายที่ทำให้ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาดำเนินธุรกิจโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ซึ่งในส่วนของกรมการท่องเที่ยว ได้นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว กล่าวคือ เป็นคุณสมบัติของนิติบุคคลในการขอรับใบอนุญาตฯ (บุคคลสัญชาติไทยที่เป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นหุ้นส่วน/ผู้ถือหุ้น กรรมการ/ผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เสนอให้มีการพิจารณาประวัติการศึกษา การประกอบอาชีพ และฐานะทางเศรษฐกิจ เช่น ข้อมูลรายได้ ประวัติการชำระภาษีเงินได้ประจำปีย้อนหลัง 3 ปี โดยอาจกำหนดให้มีกลไกการคัดกรองผ่านการสัมภาษณ์จากกรมการท่องเที่ยวก่อนได่รับใบอนุญาตนำเที่ยว ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าว ให้รวมถึงกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการหรือผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลด้วย
 
       2) พัฒนาระบบฐานข้อมูลใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านระบบออนไลน์แบบ Real Time พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือน เพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของนิติบุคคลได้อย่างทันท่วงที
 
      3) การจัดทำฐานข้อมูลร้านค้าและสถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ภาพรวมของเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนเฝ้าระวังการผูกขาดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยคนไทยเป็นนอมินี รวมถึงการเลี่ยงภาษีหรือฟอกเงิน โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและดำเนินการตรวจสอบร่วมกันอย่างต่อเนื่อง 

        ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการท่องเที่ยว สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ร่วมลงนาม MOU การแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (ศปต.) เพื่อเป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียน/รับแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่มีคนไทยเป็นนอมินี โดยได้บูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้ง *การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน *การลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจนำเที่ยวที่มีพฤติกรรมในลักษณะที่อาจจะเข้าข่ายนอมินี *สร้างกลไกการทำงานร่วมกันในการเฝ้าระวัง ป้องกันและปราบปราม ตลอดจนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฯ 
 
       การบูรณาการการทำงานเน้นการปฏิบัติ 2 ด้าน คือ (1) ด้านการป้องกัน บูรณาการความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนาเทคโนโลยีและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อวิเคราะห์และคัดกรองกลุ่มเสี่ยง จัดทำแผนปฏิบัติการร่วมในการกำกับดูแลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง และสร้างการรับรู้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันการเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นตัวแทนอำพรางให้แก่คนต่างด้าว (2) ด้านการปราบปราม มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเคร่งครัด โดยบูรณาการข้อมูลและพยานหลักฐานระหว่างหน่วยงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินคดี ตรวจสอบและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 
 
      ทั้งนี้ ปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการท่องเที่ยว และหน่วยงานที่ร่วมลงนาม MOU ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ และกรุงเทพมหานคร พบกลุ่มเสี่ยงที่เข้าข่ายนอมินี 33 ราย ในจำนวนนี้ พบผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวที่มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ หรือผู้ถือหุ้น จนขาดคุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวของ พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ได้มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 4 ราย ส่วนจำนวนที่เหลือ 29 ราย ได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ซึ่งหากพบมีการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย แต่ละหน่วยงานจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
 
      “การแก้ไขปัญหานอมินีธุรกิจนำเที่ยวจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะนอมินียุคปัจจุบันมีพัฒนาการใช้วิธีการที่แนบเนียนปิดบังเจ้าหน้าที่รัฐในการลงพื้นที่ตรวจสอบ การจะปราบปรามธุรกิจนอมินีต้องอาศัยพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นกรอง ติดตาม เฝ้าระวัง ธุรกิจกลุ่มเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะทำให้การดำเนินการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย 
 
#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์