วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.29 น.
“พิพัฒน์” มอบ 5 นโยบาย กทท. เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รับการเติบโตศก.ไทย
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) พร้อมมอบนโยบายการดำเนินงานแก่ กทท. เพื่อขับเคลื่อนภารกิจให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้าในอนาคต โดยมีนายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ ประธานกรรมการ กทท. ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. พร้อมด้วยคณะกรรมการและคณะผู้บริหาร กทท. ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ ณ อาคารที่ทำการ กทท. ก่อนนำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานภายในท่าเรือกรุงเทพ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม มีแผนพัฒนาระบบคมนาคมของประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ การลดรายจ่ายและสร้างความปลอดภัย การกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งเสริมพลังงานสะอาด และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยการขนส่งทางน้ำและระบบท่าเรือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งทุกโหมดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงกำชับให้ กทท. เร่งดำเนินโครงการสำคัญตามแผน พร้อมนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และคำนึงถึงความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกับชุมชนควบคู่กันไป

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานของ กทท. เป็นไปตามยุทธศาสตร์และนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม จึงได้มอบนโยบายให้เร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. การเร่งรัดพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เร่งขับเคลื่อนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้แล้วเสร็จตามแผนงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าและเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของภูมิภาค
2. การยกระดับสู่ท่าเรืออัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้ในการบริหารจัดการอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการดำเนินงานที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากล
3. การบูรณาการโครงข่ายการขนส่งอย่างไร้รอยต่อ ให้ กทท. ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) จากทางถนนสู่ทางน้ำและทางรางให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความแออัดของการจราจรและลดต้นทุนโลจิสติกส์ในภาพรวมของประเทศ
4. การยกระดับความปลอดภัยและการบริการ
มุ่งมั่นพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ทั้งต่อพนักงานและผู้ใช้บริการตามหลักสากล ควบคู่ไปกับการยกระดับการให้บริการให้มีความสะดวกและรวดเร็ว เพื่อสร้างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วน และ 5.การดูแลคุณภาพชีวิตชุมชนและสังคม เร่งรัดโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการอยู่อาศัยในชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โดยรอบท่าเรือ ให้มีสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
สำหรับความคืบหน้าโครงการสำคัญของ กทท. อาทิ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ได้มีการติดตามความก้าวหน้าทุกส่วนงาน ทั้งงานก่อสร้างทางทะเล อาคารท่าเทียบเรือ ระบบถนนและสาธารณูปโภค รวมถึงการจัดหาระบบรถไฟ เครื่องมือท่าเรือและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 ได้ตามแผนในปี 2574 พร้อมกำชับให้เร่งยุติปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น โดยทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาทางออกบนพื้นฐานของประโยชน์ภาครัฐ ความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
สำหรับแผนพัฒนาโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนที่ 1 งานก่อสร้างทางทะเล มีความก้าวหน้า 98.39% ขณะที่ส่วนที่ 2 งานก่อสร้างอาคารท่าเทียบเรือ ระบบถนน และสาธารณูปโภค มีความก้าวหน้า 23.45% โดยการดำเนินงานยังเป็นไปตามแผนที่กำหนด
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ กทท. เร่งแก้ไขปัญหาการจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง โดยบริหารจัดการพื้นที่ Buffer Zone เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ พร้อมขอความร่วมมือท่าเทียบเรือคู่สัญญาในการระบายรถผ่าน Sub Gate และใช้พื้นที่ SRTO รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดแถวคอยและความแออัดในพื้นที่ท่าเรือ ซึ่ง กทท. อยู่ระหว่างพัฒนา SRTO เพื่อเพิ่มการขนส่งสินค้าทางราง ลดจำนวนรถบรรทุกที่เข้าออกท่าเรือ และเชื่อมโยงการขนส่งทางรางกับระบบท่าเรือให้คล่องตัวมากขึ้น รวมถึงมอบนโยบายให้ กทท. เดินหน้าพัฒนาท่าเรือระนองให้เป็นประตูการค้าฝั่งอันดามัน เชื่อมโยงเอเชียใต้และกลุ่มประเทศ BIMSTEC เพื่อให้มีความสะดวก รวดเร็ว ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจของภาคใต้ พร้อมกับการพัฒนาท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ให้เป็นศูนย์กลางการค้าของลุ่มน้ำโขง เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างไทย สปป.ลาว เมียนมา และจีนตอนใต้ ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือทุ่นแรง และระบบดิจิทัล เพื่อรองรับประมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ
ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท.กล่าวว่า นโยบายที่ได้รับนี้เป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนา กทท. ในระยะต่อไป โดยทุกหน่วยงานจะเร่งดำเนินงานตามกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมติดตามความก้าวหน้าอย่างใกล้ชิดภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างคุ้มค่า เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบโลจิสติกส์และเศรษฐกิจของประเทศ