วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569 17:39 น.

เศรษฐกิจ

สศก.เดินหน้า “Single Map” พืชเศรษฐกิจหนุนวางแผนผลิต–ตลาดแม่นยำขึ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

สศก.เดินหน้า “Single Map” พืชเศรษฐกิจ ลดข้อมูลพื้นที่ทับซ้อน หนุนวางแผนผลิต–ตลาดแม่นยำขึ้น

นายชนวัฒน์ สิทธิธูรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูกและเนื้อที่ยืนต้นพืชเศรษฐกิจ เป็นข้อมูลสำคัญสำหรับติดตามสถานการณ์การผลิต จัดทำสถิติการเกษตร ประเมินผลผลิต และวางแผนการผลิตและการตลาด โดยข้อมูลพื้นที่ที่ถูกต้อง สอดคล้อง และสะท้อนสภาพการเพาะปลูกจริง จะช่วยให้ภาครัฐวิเคราะห์สถานการณ์และบริหารจัดการสินค้าเกษตรได้เหมาะสมกับสถานการณ์และพื้นที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การใช้ประโยชน์ที่ดินทางการเกษตรมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งการเปลี่ยนชนิดพืช การโค่นและปลูกใหม่ หรือการปลูกพืชตามฤดูกาล ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่จัดทำข้อมูลพื้นที่เกษตรอาจมีวิธีการและช่วงเวลาในการจัดเก็บข้อมูลแตกต่างกัน จึงอาจทำให้ขอบเขตพื้นที่เพาะปลูกจากแต่ละแหล่งไม่สอดคล้องหรือเกิดการทับซ้อน ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบและปรับปรุงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน สศก. โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร จึงดำเนินกิจกรรม “การจัดทำแผนที่พืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว (Single Map)” ภายใต้โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำสารสนเทศการเกษตรและการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับข้อมูลเชิงพื้นที่ของพืชเศรษฐกิจสำคัญให้มีความสอดคล้อง ลดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์

สำหรับ Single Map คือการตรวจสอบและปรับข้อมูลพื้นที่ปลูกพืชให้มีขอบเขตที่สอดคล้องกันมากขึ้น เพื่อไม่ให้พื้นที่เดียวกันถูกระบุซ้ำหรือแตกต่างกันในข้อมูลพืชแต่ละชนิด ซึ่งเป็นการต่อยอดจากการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศของ สศก. ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมติดตามเนื้อที่เพาะปลูกและประเมินผลผลิต ตลอดจนการบูรณาการข้อมูลเชิงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สศก.ใช้ ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมควบคู่กับการสำรวจพื้นที่จริง โดยเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เก็บพิกัดและข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน นำมาเปรียบเทียบและตรวจสอบกับข้อมูลจากดาวเทียม พร้อมนำเทคโนโลยี Machine Learning ด้วยวิธี XGBoost Model    มาสร้างต้นไม้แห่งการตัดสินใจ (Decision Tree) เพื่อช่วยวิเคราะห์ ประมวลผล และจำแนกพื้นที่พืช โดยฝึก (Train) แบบจำลองจากข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทต่าง ๆ ร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมที่ผ่านการวิเคราะห์ค่าดัชนีพืชพรรณ (Vegetation Index)    หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีสามารถดึงลักษณะพืชพรรณที่ปรากฏในพื้นที่ได้แตกต่างกัน ได้แก่ Normalized Difference Vegetation Index (NDVI), Soil Adjusted Vegetation Index (SAVI), Normalized Difference Red Edge Index (NDRE) และ Chlorophyll Index Red Edge (CI-Red) การใช้ดัชนีเหล่านี้ร่วมกันมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กระบวนการตัดสินใจมีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่ข้อมูลมีความคลุมเครือหรือพบขอบเขตของพืชหลายชนิดทับซ้อนกัน ช่วยให้การตรวจสอบข้อมูลเป็นระบบ และสร้างมาตรฐานการจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทับซ้อนกัน เพื่อให้หน่วยงานสามารถนำไปใช้จำแนกประเภทพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จนถึงปัจจุบัน สศก. ได้ดำเนินการตรวจสอบและปรับแก้ข้อมูลเนื้อที่เพาะปลูก/ยืนต้นของ พืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวนาปี มันสำปะหลังโรงงาน สับปะรด ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมถึงสินค้าอื่นๆ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดมาตรการและนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีแผนดำเนินการให้ครอบคลุมแหล่งผลิตที่สำคัญทั่วประเทศ ทั้งนี้ ได้ทยอยลงพื้นที่สำรวจและจัดเก็บข้อมูลแปลงเกษตรตัวอย่างให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

ภายหลังการสำรวจภาคสนามแล้วเสร็จ สศก. จะนำข้อมูลสภาพพื้นที่จริงที่จัดเก็บได้มาประมวลผลร่วมกับข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม Sentinel-2A และ Sentinel-2B เพื่อพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการจำแนกชนิดพืชให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ก่อนนำผลไปตรวจสอบและปรับแก้พื้นที่ที่ยังมีข้อมูลทับซ้อน โดยมีเป้าหมายให้ได้ข้อมูลเชิงพื้นที่พืชเศรษฐกิจที่มีความสอดคล้องและครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะรายงานให้ทราบต่อไป

การดำเนินงานดังกล่าวจะช่วยยกระดับฐานข้อมูลด้านการเกษตรให้มีคุณภาพและนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นทั้งการจัดทำสถิติการเกษตร การติดตามสถานการณ์การผลิต การประเมินผลผลิต และการวางแผนด้านการผลิตและการตลาด ช่วยให้ภาครัฐมีข้อมูลประกอบการวิเคราะห์และตัดสินใจที่สะท้อนสภาพพื้นที่จริงมากยิ่งขึ้น รวมถึงนำข้อมูลเชิงพื้นที่ที่จัดทำไปใช้ประกอบการดำเนินนโยบายรัฐบาลที่สำคัญ เช่น การทำ Geo-location ตามนโยบาย EU Deforestation Regulation (EUDR) ของสำนักงาน กพ. ร่วมกับ NECTEC และการคำนวณการดูดซับและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก   ในพื้นที่ปาล์มน้ำมันและยางพารา โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

“เป้าหมายของ Single Map ไม่ได้อยู่เพียงการทำแผนที่ให้ตรงกัน แต่คือการทำให้ประเทศมีข้อมูลพื้นที่เกษตรที่มีคุณภาพและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เมื่อเรารู้ว่าพืชแต่ละชนิดปลูกอยู่ที่ไหนและมีพื้นที่เท่าใดอย่างชัดเจน ก็จะช่วยให้การติดตามสถานการณ์ การวางแผนการผลิต การบริหารจัดการสินค้า และการวางแผนตลาดมีข้อมูลรองรับที่ดีขึ้น ซึ่งสุดท้ายจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกร ผู้บริหาร และผู้ใช้ข้อมูลภาคเกษตร” นายชนวัฒน์ กล่าว