วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.
‘นครหลวงคอนกรีต’ เดินหน้าธุรกิจเหมืองหินตามแนวทาง ESG เตรียมเพิ่มพื้นที่สีเขียว พัฒนาแหล่งน้ำ สร้างสมดุลธุรกิจ-สิ่งแวดล้อม-ชุมชน
นครหลวงคอนกรีต เดินหน้าธุรกิจเหมืองหินในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตามแนวทาง ESG ผ่านแผนฟื้นฟู 4 ระยะ ครอบคลุมพื้นที่ 646 ไร่ เพิ่มพื้นที่สีเขียว 82.6% และพัฒนาแหล่งน้ำถาวร 136 ไร่ รวมถึงการสนับสนุนการศึกษาและพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตชุมชนใน อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี

นายมนตรี นิธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจปูนซีเมนต์ของประเทศไทย บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการบริหารจัดการ
ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน โดยมีเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2573 เป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ทั้งการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงสร้างความสัมพันธ์
และการมีส่วนร่วมกับชุมชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
แนวทางสำคัญครอบคลุมการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและน้ำ การใช้เชื้อเพลิงและวัตถุดิบทางเลือก ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานอาชีวอนามัยและความปลอดภัยสำหรับพนักงานและชุมชน พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูพื้นที่เหมืองโดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม
แผนฟื้นฟูเหมืองสู่พื้นที่สีเขียว 646 ไร่
นายอมฤต มณีเสาวนพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจอะกรีเกต บริษัท นครหลวงคอนกรีต จำกัด หรือ อินทรี อะกรีเกต กล่าวว่า บริษัทฯ วางแผนฟื้นฟูเหมืองหินชลบุรีของ อินทรี อะกรีเกต ในพื้นที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จำนวน 4 ระยะ ประกอบด้วย การวางแผนก่อนทำเหมือง การฟื้นฟูระหว่างทำเหมือง การปิดเหมืองและฟื้นฟูขั้นสุดท้าย และการติดตามผล
หลังปิดเหมือง เพื่อให้พื้นที่มีความปลอดภัย สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม และคงคุณค่าต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
แผนการฟื้นฟูดำเนินการตามมาตรการ EIA โดยมีแผนปลูกต้นไม้ครอบคลุมพื้นที่ 646 ไร่ คาดว่าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียว
ได้ 82.6% ของพื้นที่ฟื้นฟูทั้งหมด พร้อมพัฒนาแหล่งน้ำถาวร 136 ไร่ ขณะที่บ่อน้ำอีก 17.4% จะใช้เป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับ
การอุปโภคบริโภคและการเกษตรของชุมชนโดยรอบ
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ “Buffer Zone” เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันชน
ทางธรรมชาติ และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ โดยบริษัทฯ เลือกพันธุ์ไม้พื้นถิ่น ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทนทาน เจริญเติบโตได้ดี และดูแลรักษาง่าย อย่างต้นสะเดา ประดู่ป่า พะยูง ตะแบก กระถินเทพา มะค่าโมง และยางนา
โดยกิจกรรมในวันนี้ ทางคณะผู้บริหารและพนักงานอาสาจากกลุ่มบริษัทฯ พร้อมด้วยหน่วยงานราชการ องค์กรพันธมิตร ลูกค้า และชุมชนมาบคล้า ได้ร่วมกันปลูกต้นสะเดา จำนวน 600 ต้น ในพื้นที่ Buffer Zone เพื่อทำหน้าที่เป็นแนวกันชนทางธรรมชาติ
ลดผลกระทบจากการดำเนินงาน รวมถึงจัดกิจกรรมสันทนาการและให้ความรู้ในเรื่องความปลอดภัย และเลี้ยงอาหารกลางวัน
แก่เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านมาบคล้าที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง
สร้างแหล่งน้ำและสร้างระบบนิเวศหลังการทำเหมือง
สำหรับเหมืองหินชลบุรี อินทรี อะกรีเกต เป็นเหมืองเปิด มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 1.2 ล้านตันต่อปี และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิต
อีก 1.2 ล้านตันต่อปีในระยะต่อไป โดยเริ่มกำลังการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมตั้งเป้าหมายก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านโซลูชันวัสดุมวลรวมคุณภาพสูงและยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าและอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย

บริษัทฯ มีแนวทางใช้ทรัพยากรหินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อาทิ STONETEC และ SANDTEC ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หินและทรายทดแทนจากวัสดุพลอยได้ในกระบวนการผลิต (By-product) เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มทางเลือก
ให้ลูกค้า และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
นายอมฤต กล่าวเพิ่มเติมว่า การบริหารจัดการเหมืองดำเนินภายใต้แนวคิด “ใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน และความปลอดภัย” ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการฟื้นฟูพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบด้านฝุ่น เสียง แรงสั่นสะเทือน และการบริหารจัดการน้ำ ตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนปี 2573 ของกลุ่มบริษัทปูนซีเมนต์นครหลวง
บริษัทฯ นำเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนกระบวนการผลิตและการติดตามด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ระบบพ่นละอองน้ำและระบบตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ ช่วยลดการใช้ทรัพยากรและผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ
จากพื้นที่อุตสาหกรรมสู่คุณค่าร่วมของชุมชน
นอกจากการดูแลสิ่งแวดล้อม อินทรี อะกรีเกต ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมกับชุมชน รวมไปถึงการพัฒนาองค์ความรู้ให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ ผ่านการสนับสนุนโรงเรียนบ้านมาบคล้า ทั้งการปรับปรุงอาคารเรียน ทาสีรั้ว จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านความปลอดภัย รวมถึงกิจกรรมสันทนาการและการเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้และการเติบโตของเยาวชน
บริษัทฯ ยังสนับสนุนการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น อาทิ ประเพณีวิ่งควาย ลอยกระทง งานกฐินและ
งานทอดผ้าป่า รวมถึงเปิดเวทีพูดคุยรับฟังความคิดเห็นและสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนแนวทางการบริหารเหมืองที่ไม่ได้มุ่งเพียงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร แต่ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน เพื่อให้เหมืองสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน