เศรษฐกิจ
ปตท. นำคณะสื่อมวลชนศึกษาดูงาน “โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม” ชูบทบาทสร้างความมั่นคงพลังงานภาคใต้กว่า 30 ปี
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
ปตท. นำคณะสื่อมวลชนศึกษาดูงาน “โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม” ชูบทบาทสร้างความมั่นคงพลังงานภาคใต้กว่า 30 ปี
นครศรีธรรมราช – ปตท. นำคณะผู้บริหารสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาดูงานโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช ตอกย้ำบทบาทสำคัญตลอด 30 ปี ในการสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มจากก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในอ่าวไทย เพื่อใช้ประโยชน์ทั้งในภาคไฟฟ้า ครัวเรือน และภาคอุตสาหกรรม
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหารสื่อมวลชนและสื่อมวลชนอาวุโสเข้าศึกษาดูงาน ณ โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเรียนรู้กระบวนการดำเนินงานและบทบาทของโรงแยกก๊าซธรรมชาติในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย
การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารภารกิจด้านพลังงานของ ปตท. ซึ่งมีพันธกิจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางพลังงาน อันเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งตอบโจทย์ Energy Trilemma 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงาน (Affordability) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Sustainability) ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินงาน

โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม กับภารกิจสร้างความมั่นคงพลังงานภาคใต้
โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอมเป็นโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 4 ของ ปตท. ตั้งอยู่บนพื้นที่ประมาณ 54 ไร่ เริ่มประกอบกิจการตั้งแต่ปี 2539 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน รองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคใต้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตในอ่าวไทย
ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอมมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะภาคใต้ ผ่านการนำก๊าซธรรมชาติมาผ่านกระบวนการแยกและแปรสภาพ ก่อนนำผลิตภัณฑ์ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม และการผลิตไฟฟ้า
โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอมมีกำลังการผลิตสูงสุด 230 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยผลิตภัณฑ์หลักแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. ก๊าซเชื้อเพลิง (Fuel Sales Gas) ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้า และจัดส่งทางท่อให้แก่บริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จำกัด
2. ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) หรือก๊าซหุงต้ม จัดส่งทางเรือไปยังคลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานีและคลังปิโตรเลียมสงขลา ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)
3. ก๊าซโซลีนธรรมชาติ (NGL) จัดส่งทางเรือไปยังโรงกลั่นน้ำมันในภาคตะวันออกหรือส่งออกไปยังต่างประเทศ

จากก๊าซธรรมชาติสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประโยชน์ในระบบพลังงาน
สำหรับกระบวนการผลิต โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอมใช้กระบวนการผลิตแบบ ระบบลดความดัน (Expander Process) โดยมีอุปกรณ์สำคัญอย่าง Turbo Expander ทำหน้าที่ลดความดันและอุณหภูมิของก๊าซธรรมชาติ ก่อนเข้าสู่กระบวนการแยกผลิตภัณฑ์ตามคุณสมบัติจุดเดือดที่แตกต่างกัน
กระบวนการหลักประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ตั้งแต่การปรับปรุงคุณภาพก๊าซธรรมชาติ การแยกก๊าซมีเทนและอีเทน การแยกผลิตภัณฑ์ LPG และ NGL ไปจนถึงการขนส่งผลิตภัณฑ์ออกจากโรงแยกก๊าซฯ
ในขั้นตอนแรก ก๊าซธรรมชาติจะผ่านกระบวนการ Feed Treatment เพื่อดักของเหลว สิ่งสกปรก สารปรอท และความชื้นออกจากก๊าซ ก่อนเข้าสู่กระบวนการแยก
จากนั้นเป็นขั้นตอนแยกก๊าซมีเทนและอีเทน ซึ่งเป็นก๊าซที่มีน้ำหนักเบาออกจากก๊าซธรรมชาติ ผ่านหอ Recontactor และหอ Deethanizer โดยก๊าซมีเทนและอีเทนจะถูกส่งผ่านระบบท่อไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ขณะที่ก๊าซโพรเพนและองค์ประกอบที่หนักกว่าจะเข้าสู่กระบวนการผลิตในหอ LPG Column
ขั้นตอนต่อมาเป็นการแยกผลิตภัณฑ์ LPG และ NGL ผ่านหอ LPG Column ก่อนส่งเข้าสู่ถังเก็บผลิตภัณฑ์ และท้ายที่สุดผลิตภัณฑ์ LPG และ NGL จะถูกลำเลียงผ่านท่าเรือขนส่งผลิตภัณฑ์ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม ไปยังคลังปิโตรเลียมสุราษฎร์ธานีหรือคลังปิโตรเลียมสงขลา
บุคลากร 115 คน ขับเคลื่อนโรงแยกก๊าซฯ ตลอด 24 ชั่วโมง
ปัจจุบันโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอมมีผู้ปฏิบัติงานประจำรวม 115 คน แบ่งเป็นพนักงาน ปตท. 54 คน พนักงานผู้ช่วยจากบริษัท BSA จำนวน 31 คน พนักงาน ICT 1 คน พนักงานรักษาความปลอดภัย 16 คน พนักงานแม่บ้าน 7 คน และพนักงานคนสวน 6 คน
สำหรับการควบคุมกระบวนการผลิต โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอมมีการปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยพนักงานกะทำงาน 4 วัน หยุด 4 วัน แบ่งเป็นกะเช้า เวลา 08.00–20.00 น. และกะดึก เวลา 20.00–08.00 น. เพื่อให้กระบวนการผลิตสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง
การศึกษาดูงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของโรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอมในฐานะหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบพลังงานไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของภาคใต้ และการนำทรัพยากรก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งต่อเป็นพลังงานและผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญต่อภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศ
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่








