วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569 11:49 น.

เศรษฐกิจ

ปตท. โชว์กำไรครึ่งปีแรก 7.8 หมื่นล้าน โต 74% เดินหน้าสร้างความมั่นคงพลังงาน–ขยาย LNG รับโลกผันผวน

วันเสาร์ ที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2569, 10.08 น.

ปตท.เผยผลดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 แข็งแกร่ง กำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% เดินหน้ากลยุทธ์สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ท่ามกลางความไม่สงบในตะวันออกกลาง พร้อมเร่งขยายพอร์ต LNG สู่ 15 ล้านตันภายในปี 2578 ควบคู่การลดคาร์บอนและลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด 

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เปิดเผยผลการดำเนินงานแก่คณะผู้บริหารสื่อมวลชนและสื่อมวลชนอาวุโส เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 โดยระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ปตท. ต้องเดินหน้าสองบทบาทสำคัญควบคู่กัน คือ การเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ และการเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น

ในช่วงวิกฤต ปตท. ให้ความสำคัญสูงสุดกับความมั่นคงทางพลังงาน โดยบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเตรียมสภาพคล่องทางการเงินเพื่อรองรับต้นทุนและความผันผวนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกระจายแหล่งจัดหาน้ำมันดิบ ไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และใช้เครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลกเพื่อให้สามารถจัดหาน้ำมันดิบได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ปตท. ยังลงทุนในโรงกลั่นล่วงหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการกลั่น ทำให้สามารถรองรับน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ

กำไรครึ่งปีแรก 78,263 ล้านบาท เพิ่ม 74%

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ปตท. มีกำไรสุทธิ 78,263 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 33,000 ล้านบาท หรือ 74% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลการดำเนินงานที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

ปตท. ยังคงมุ่งเน้นธุรกิจ Hydrocarbon ซึ่งเป็นธุรกิจหลักและเป็นพื้นที่ที่กลุ่มมีความเชี่ยวชาญ ขณะเดียวกันเดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ยกระดับกระบวนการกำกับดูแลการลงทุนให้รัดกุม และบริหารธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นควบคู่กับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุล

เร่งขยาย LNG กระจายความเสี่ยงแหล่งพลังงาน

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ ปตท. คือการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและเสริมความมั่นคงทางพลังงาน โดยธุรกิจสำรวจและผลิตเดินหน้าผลิตก๊าซธรรมชาติเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานภายในประเทศ พร้อมขยายการลงทุนในต่างประเทศ

ขณะที่ธุรกิจ ก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG จะใช้ศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศและเครือข่ายการค้าทั่วโลก เพื่อกระจายแหล่งจัดหาพลังงาน เพิ่มความยืดหยุ่น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานใดแหล่งหนึ่ง

ปตท. ตั้งเป้าขยาย LNG Portfolio เป็น 3.7 ล้านตันภายในปี 2569 ก่อนเพิ่มเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และ 15 ล้านตันในปี 2578 โดยมองว่าก๊าซธรรมชาติจะยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของระบบพลังงาน ในช่วงที่ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด

เตรียมไทยสู่เวทีพลังงานโลกผ่าน Gastech 2026

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงาน Gastech 2026 ระหว่างวันที่ 14–17 กันยายน 2569 โดย ปตท. ร่วมกับกระทรวงพลังงานและพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและทิศทางพลังงานระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ

ด้านธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. ยังคงเดินหน้าแสวงหาพันธมิตรระดับโลกเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ Flagship พร้อมปรับแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง ทั้งจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและปัจจัยด้านนโยบายภาครัฐ

เดินหน้าลดคาร์บอน ปักหมุด CCS อ่าวไทย

ในด้านความยั่งยืน ปตท. เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมรับบทเป็นแกนหลักในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีด้านการลดคาร์บอนของประเทศ

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Carbon Capture and Storage (CCS) หรือการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติโครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2571

ขณะเดียวกัน ปตท. ยังขับเคลื่อนโครงการ I-SPARK ซึ่งเป็นโครงการนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐาน รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยกระดับการดูแลผืนป่าให้เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และสร้างคาร์บอนเครดิต โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

ผนึกกำลังภายในกลุ่ม สร้างมูลค่าเพิ่มกว่า 8,700 ล้านบาท

ปตท. ระบุว่า กลุ่ม ปตท. กำลังเร่งสร้างความแข็งแรงจากภายใน โดยยกระดับผลการดำเนินงานและสร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือภายในกลุ่มผ่าน Profit Enhancement Initiatives คิดเป็นมูลค่ากว่า 8,700 ล้านบาท

โครงการดังกล่าวประกอบด้วย MissionX และการขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่านโครงการ AXIS ที่มุ่งนำ Digital Tools และ AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงาน ตลอดจนการเสริมความร่วมมือด้าน Supply Chain และ Marketing ทั้งในและต่างประเทศผ่านโครงการ P1 และ D1

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับ Financial Excellence (F1) เพื่อรักษาวินัยทางการเงินและบริหารกระแสเงินสดของกลุ่ม ปตท. อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นรากฐานสำคัญต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

สนับสนุนมาตรการรัฐ 17,500 ล้านบาท

ในส่วนการดูแลประชาชนและสนับสนุนมาตรการภาครัฐ กลุ่ม ปตท. ระบุว่าได้สนับสนุนและช่วยบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อภาคประชาชน โดยมีมูลค่าการสนับสนุนมาตรการภาครัฐที่ประเมินได้ประมาณ 17,500 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นส่วนของ ปตท. กว่า 8,500 ล้านบาท

จากศักยภาพการดำเนินธุรกิจในระดับสากลและบทบาทในการขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ส่งผลให้ ปตท. ครองอันดับ 1 ของไทย และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการจัดอันดับ Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ครบรอบ 48 ปี เดินหน้าตามแนวทาง Energy Trilemma

เนื่องในวาระครบรอบ 48 ปี ปตท. ย้ำการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนอย่างสมดุลตามแนวทาง Energy Trilemma ซึ่งประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่

1. Security – ความมั่นคงทางพลังงาน
2. Affordability/Competitiveness – การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันได้
3. Sustainability – การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

ทั้ง 3 มิติจะเป็นกรอบสำคัญในการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ควบคู่กับการก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน

โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม ครบรอบ 30 ปี

ในโอกาสเดียวกัน คณะสื่อมวลชนได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของ โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม ซึ่งในปี 2569 ถือเป็นวาระครบรอบ 30 ปี โดยตลอดระยะเวลา 30 ปี โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอมมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ภาคใต้และประเทศไทย

ปตท. ระบุว่า ความสำเร็จตลอดช่วงที่ผ่านมาเกิดจากความรู้ความสามารถและความทุ่มเทของบุคลากรในทุกรุ่น พร้อมกำหนดแนวทางการดำเนินงานในอนาคตโดยยึดหลักความปลอดภัยและความเป็นเลิศในการดำเนินงาน ปรับตัวด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลงทุนอย่างรอบคอบ และเติบโตเคียงข้างชุมชนเพื่อสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมจึงสะท้อนทิศทางของ ปตท. ที่พยายามเดินสองขาไปพร้อมกัน คือการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวน ขณะเดียวกันเร่งปรับตัวด้านเทคโนโลยี การลดคาร์บอน และการบริหารจัดการต้นทุน เพื่อวางรากฐานการเติบโตของกลุ่ม ปตท. และระบบพลังงานไทยในระยะยาว