เศรษฐกิจ
กรมพัฒนาธุรกิจฯ ดัน 2 ธุรกิจร้านอาหาร และ Wellness ‘ใช้บัญชีให้เป็น’ อ่านตัวเลขเป็น...รู้ต้นทุน กำไร ตั้งราคาแม่น ต่อยอดธุรกิจโตยั่งยืน
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดอบรม ‘การบัญชีเพื่อธุรกิจอาหารและบริการ ต่อยอดการตลาดดิจิทัลและโมเดลธุรกิจ’ เดินหน้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบธุรกิจอาหารและบริการสุขภาพ ความงาม ผู้สูงอายุ (Wellness) สร้างสกิลอ่านตัวเลข ‘ใช้บัญชีเป็น’ เปลี่ยนข้อมูลการเงินจากเรื่องหลังบ้านให้เป็นเครื่องมือบริหารธุรกิจ พร้อมต่อยอดการตลาดดิจิทัลและปรับโมเดลธุรกิจให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อเพิ่มรายได้และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานอบรมหัวข้อ ‘การบัญชีเพื่อธุรกิจอาหารและบริการ ต่อยอดการตลาดดิจิทัลและโมเดลธุรกิจ’ ณ ห้อง Sapphire เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ว่า ในวันนี้ (23 กันยายน 2569) กรมฯ ได้จัดงานอบรมฯ เพื่อส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบธุรกิจที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ กว่า 600 ราย ซึ่งเป็นธุรกิจในกลุ่มอาหารและบริการสุขภาพ ความงาม ผู้สูงอายุ (Wellness) และผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการ ‘ใช้บัญชีเป็น’ และสามารถนำข้อมูลทางการเงินมาใช้เป็นเครื่องมือบริหารธุรกิจของตนเองได้ ตั้งแต่การวิเคราะห์รายได้ ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าใช้จ่าย และกำไร ไปจนถึงการกำหนดราคาขาย วางแผนธุรกิจ และตัดสินใจลงทุน พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัลและการพัฒนาโมเดลธุรกิจ เพื่อเพิ่มรายได้และความสามารถในการแข่งขันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

รองอธิบดีสถาพรฯ กล่าวต่อว่า “หัวใจสำคัญของการอบรมครั้งนี้คือ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้ประกอบการที่จะทำให้เห็นว่าการทำบัญชีไม่ใช่เรื่องหลังบ้านอีกต่อไป เพราะจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยบริหารธุรกิจ หากธุรกิจรู้ว่ารายได้มาจากช่องทางการขายใดเป็นหลัก ต้นทุนที่แท้จริงอยู่ตรงไหน เมนูหรือบริการใดที่สร้างกำไร และค่าใช้จ่ายส่วนใดควรปรับลด ก็จะสามารถกำหนดราคาและวางแผนธุรกิจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ ไม่ต้องตัดสินใจจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ธุรกิจในกลุ่มร้านอาหาร คาเฟ่ เครื่องดื่ม Wellness และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ถือเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว และบริการ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทย รวมถึงเป็นธุรกิจที่ต้องบริหารต้นทุน มีการหมุนเวียนวัตถุดิบอยู่ตลอดเวลา หากไม่สามารถจัดการอย่างมีประสิทธิภาพได้ ก็จะทำให้ธุรกิจมีค่าใช้จ่ายที่ควบคุมได้ยาก และอาจส่งผลต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว”

“อย่างไรก็ดี เมื่อจบการอบรมฯ ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารจะสามารถนำความรู้ไปใช้วิเคราะห์ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน การคำนวณต้นทุนต่อเมนู ตลอดจนผลกระทบจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและช่องทางการขาย เพื่อประเมินว่าราคาที่กำหนดสอดคล้องกับต้นทุนและกำไรที่ต้องการหรือไม่ ขณะที่ธุรกิจ Wellness ซึ่งมีรูปแบบรายได้และต้นทุนที่หลากหลายทั้งค่าบริการ แพ็กเกจ สมาชิก ค่าแรงบุคลากร และต้นทุนด้านสถานที่ จึงยิ่งจำเป็นต้องมีข้อมูลบัญชีที่สามารถนำมาวิเคราะห์และใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีที่ดูแลธุรกิจทั้ง 2 กลุ่มนี้ก็จะเข้าใจรูปแบบการทำธุรกิจในเชิงลึกขึ้น ช่วยดึงศักยภาพและจุดอ่อนที่สะท้อนผ่านตัวเลขทางบัญชีออกมาให้ผู้ประกอบการได้มองเห็นและนำไปพัฒนาธุรกิจต่อได้”
“กรมฯ คาดหวังให้ผู้เข้าร่วมการอบรมสามารถ ‘รู้ตัวเลข รู้ต้นทุน รู้กำไร และรู้ว่าจะนำข้อมูลไปใช้ต่ออย่างไร’ เพื่อเปลี่ยนข้อมูลบัญชีให้เป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ สามารถกำหนดราคาขาย วางแผนการดำเนินงาน สร้างโอกาสทางการตลาด และเลือกใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจอาหารและ Wellness ในระยะยาว ทั้งนี้ การมีข้อมูลบัญชีที่ถูกต้องและนำไปใช้ประโยชน์ได้จึงเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้การทำตลาด เพราะช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นภาพธุรกิจที่แท้จริง สามารถบริหารสภาพคล่อง ควบคุมต้นทุน วางแผนการลงทุน และประเมินความคุ้มค่าของการขยายบริการหรือเปิดช่องทางการขายใหม่ได้อย่างรอบคอบ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญต่อการสร้างธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” รองอธิบดีสถาพรฯ กล่าวทิ้งท้าย
#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่








