วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 04:34 น.

เศรษฐกิจ

สอน. ลุยขับเคลื่อนอุตฯ อ้อยน้ำตาลสีเขียว

วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 16.12 น.

สอน. ลุยขับเคลื่อนอุตฯ อ้อยน้ำตาลสีเขียว

สอน. เดินหน้าขับเคลื่อนอุตฯ อ้อยน้ำตาลสีเขียว เตรียมรับฤดูหีบปี 69/70 เร่งผลักดันเงินสนับสนุนตัดอ้อยสดปี 68/69 พร้อมรับมือกติกา EU และมาตรฐานฮาลาลใหม่

 

 

นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่าสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม จัดกิจกรรมลงพื้นที่ประชาสัมพันธ์ครั้งที่ 1 ภายใต้โครงการ “ประชาสัมพันธ์ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายให้เติบโตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยมีนายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สมาคมชาวไร่อ้อย ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาล และผู้เกี่ยวข้องจากพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนเข้าร่วมงาน เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติในการเปิดหีบฤดูการผลิต 2569/2570 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ตลอดจนการปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ

นายใบน้อย  กล่าวว่า สอน. ให้ความสำคัญกับการดูแลเกษตรกรชาวไร่อ้อยควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตามนโยบาย ONE MIND ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

สำหรับความคืบหน้าเงินสนับสนุนตัดอ้อยสดฤดูการผลิตปี 2568/2569 อยู่ระหว่างเตรียมเสนอของบกลางของรัฐบาลตามขั้นตอนการพิจารณางบประมาณ วงเงินประมาณ 7,081 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถจ่ายได้ในอัตรา 69 บาทต่อตันอ้อย ส่วนเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจะนำเข้าสู่การหารือของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) เพื่อพิจารณาแหล่งเงินและแนวทางดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ ความร่วมมือของเกษตรกร โรงงานน้ำตาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในฤดูการผลิต 2568/2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประเทศไทยลดสัดส่วนอ้อยเผาลงเหลือเพียง 3.8% นับเป็นความสำเร็จสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปัญหาฝุ่น PM2.5 จึงต้องการให้ทุกภาคส่วนรักษาความสำเร็จดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการตัดอ้อยสดและการจัดการอ้อยสะอาด เพื่อลดสิ่งเจือปนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำตาล

 

 

นอกจากนี้ สอน. ยังเดินหน้าผลักดันการปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพอ้อย ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยคาดหวังว่าการยกระดับคุณภาพวัตถุดิบจะช่วยเพิ่มผลผลิตน้ำตาลและสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งเกษตรกรและโรงงานน้ำตาล

ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 10 ล้านไร่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมอ้อย น้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่องรวมกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี โดยฤดูการผลิตปี 2568/2569 มีอ้อยเข้าหีบ 105.86 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้มากกว่า 12 ล้านตัน และส่งออกน้ำตาลในสัดส่วนประมาณ 80% ของผลผลิตทั้งหมด ส่งผลให้ราคาอ้อยของไทยมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับราคาน้ำตาลในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยน

นายใบน้อย กล่าวต่อว่า คณะกรรมการอ้อย (กอ.) จัดสรรประมาณการอ้อยขั้นสุดท้ายให้แก่โรงงานน้ำตาลทั่วประเทศสำหรับฤดูการผลิตปี 2569/2570 โดยมีปริมาณอ้อยเข้าหีบอยู่ที่ 97.02 ล้านตัน ลดลงจากฤดูที่ผ่านมา ขณะที่สถานการณ์ผลผลิตและความต้องการน้ำตาลในตลาดโลกอาจเป็นปัจจัยสนับสนุนราคา โดยคาดว่าราคาอ้อยขั้นต้นของปีการผลิต 2569/2570 มีโอกาสปรับตัวสูงกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาอย่างเป็นทางการยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย

ในด้านมาตรการสิ่งแวดล้อม สอน. เตรียมเสนอให้คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายพิจารณาปรับสัดส่วนการรับอ้อยเผาเข้าหีบของโรงงานน้ำตาล จากเดิมไม่เกิน 20% ต่อวัน เหลือไม่เกิน 15% ต่อวัน ในฤดูการผลิต 2569/2570 โดยตั้งเป้าหมายให้สัดส่วนอ้อยเผาตลอดฤดูหีบทั่วประเทศไม่เกิน 5% พร้อมพิจารณาแนวทางใช้กลไกกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายสนับสนุนมาตรการลดการเผาอ้อย เพื่อให้อุตสาหกรรมสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

 

 

“การไม่เผาอ้อยไม่ใช่เพียงเรื่องของการลดฝุ่น PM2.5 แต่ยังเกี่ยวข้องกับอนาคตของการส่งออกน้ำตาลไทย เพราะตลาดต่างประเทศให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” นายใบน้อยกล่าวย้ำ

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดเสวนาหัวข้อ “เจาะเกราะตลาดส่งออก ส่องกติกาสีเขียว EU และมาตรฐานฮาลาลใหม่” โดยได้รับเกียรติจากนายสาโรช ศรีใส ผู้จัดการโครงการ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ 3 มาตรการ ได้แก่ CBAM หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน EUDR หรือกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และ CSDDD หรือข้อกำหนดด้านความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน

นายสาโรช กล่าวอธิบายว่า แม้อ้อยและน้ำตาลทรายยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก CBAM และ EUDR แต่ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมพร้อมรับผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะต้นทุนปัจจัยการผลิต การใช้พลังงาน การตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ตลอดจนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานการใช้แรงงานของประเทศคู่ค้า

แนวทางปรับตัวของเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมควรยึดหลัก “3 ส.” ได้แก่ สถิติ สะอาด และสร้างความร่วมมือ โดยเริ่มจากการจัดเก็บข้อมูลการใช้ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตอย่างเป็นระบบ ลดการเผาอ้อยและปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแหล่งเงินทุนสีเขียว (Green Financing) ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสเข้าสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ยั่งยืน

ขณะที่นายอุสมาน งามสมชาติ ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนครสวรรค์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานฮาลาลสำหรับอุตสาหกรรมน้ำตาล โดยเน้นว่าการรับรองฮาลาลไม่ได้พิจารณาเฉพาะวัตถุดิบจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงกระบวนการผลิต ความสะอาด การควบคุมสิ่งปนเปื้อน ตลอดจนการตรวจสอบสารเคมี เอนไซม์ และสารช่วยในกระบวนการผลิต เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฮาลาล

 

 

ผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกไปยังตลาดสำคัญ เช่น อินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จำเป็นต้องศึกษาข้อกำหนดการรับรองของแต่ละประเทศอย่างรอบคอบ รวมถึงเตรียมบุคลากรและระบบควบคุมคุณภาพให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดปลายทาง โดยสามารถใช้ระบบบริการออนไลน์ด้านมาตรฐานฮาลาลผ่านเว็บไซต์ www.halal.or.th เพื่ออำนวยความสะดวกในการยื่นคำขอและติดตามกระบวนการรับรอง

การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ สอน. ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการดูแลเกษตรกร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยอย่างยั่งยืน