วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 19:37 น.

เศรษฐกิจ

สอน. พลิกโฉมระบบนำเข้า-ส่งออกน้ำตาล  ชาวไร่ลุ้นราคาอ้อยฤดูใหม่แตะ 1,000 บาท

วันอาทิตย์ ที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569, 18.35 น.

สอน. พลิกโฉมระบบนำเข้า-ส่งออกน้ำตาล 

ชาวไร่ลุ้นราคาอ้อยฤดูใหม่แตะ 1,000 บาท

 

ผู้ประกอบการเฮ ! สอน. พลิกโฉมระบบนำเข้า-ส่งออกน้ำตาล คลิกเดียวจบผ่านระบบ Single Submission “ง่าย-สะดวก-เชื่อมโยง-รวดเร็ว” ขณะที่ลุ้นราคาอ้อยฤดูใหม่แตะ 1,000 บาท รับตลาดโลกตึงตัว พร้อมเข้มกติกาคุมเผาไม่เกิน 5% ดักทางมาตรการกีดกันการค้าโลก

 

 

 นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย Government Digital Transformation ของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม ประกาศเปิดตัว “โครงการพัฒนาระบบออกใบอนุญาต/หนังสือรับรอง และการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน NSW” สำหรับสินค้าน้ำตาลทราย พลิกโฉมบริการภาครัฐจากกระดาษและการทำงานแบบแยกส่วน สู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลอย่างไร้รอยต่อ มุ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใสและยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สู่มาตรฐานสากล

โดยที่ผ่านมา สอน. ได้ให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลใบอนุญาตและหนังสือรับรองกับกรมศุลกากรผ่านช่องทาง NSW (National Single Window) มานานกว่า 15 ปี โดยในปัจจุบัน สอน. ได้ปรับปรุงระบบซอฟต์แวร์ ebMS (ebXML Messaging Service) ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยขั้นสูงสุดในการรับ-ส่งข้อมูลทางการค้า และป้องกันความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูลและภัยคุกคามทางไซเบอร์ โครงการนี้มุ่งตอบสนองนโยบายการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่ “ผู้ประกอบการต้องนำเอกสารไปติดต่อหลายหน่วยงาน” ไปสู่ “ข้อมูลเชื่อมโยงถึงกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ (G2G)” อย่างแท้จริง ผ่านกลไกสำคัญดังนี้

 

 

ระบบ Single Submission/Single Form : ผู้ประกอบการสามารถขึ้นทะเบียน ยื่นคำร้องขอใบอนุญาต และติดตามสถานะผ่านช่องทางออนไลน์ได้ในจุดเดียว ลดการกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน การเชื่อมโยงข้อมูลบูรณาการ (G2G) : ระบบจะเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลความน่าเชื่อถือสูงของหน่วยงานภาครัฐ อาทิ ข้อมูลนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และข้อมูลบุคคลจากกรมการปกครอง ผ่านช่องทาง i-industry ของกระทรวงอุตสาหกรรม และรองรับการยืนยันตัวตนผ่าน Thai ID ทำให้ลดการยื่นเอกสารแนบได้อย่างมหาศาล Electronic Document & Digital Signature : เอกสารทั้งหมดจะถูกจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และลงนามดิจิทัล เพื่อความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ 100% เพิ่มความโปร่งใสในทุกขั้นตอน

API Service กลาง : พัฒนาระบบเพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานอื่น ๆ ผ่าน Thai NSW ได้อย่างรวดเร็วและรองรับการขยายตัวในอนาคต

“เป้าหมายของเราคือ บริการภาครัฐต้องง่ายขึ้น ผู้ประกอบการต้องสะดวกขึ้น ข้อมูลต้องเชื่อมโยงกันมากขึ้น และการดำเนินธุรกิจต้องรวดเร็วขึ้น ความสำเร็จที่แท้จริงวัดจากการที่ภาคเอกชนสามารถลดเวลา ลดขั้นตอน และลดต้นทุนในการทำงานได้จริง” นายใบน้อย กล่าว

 

 

นายธวัช หะหมาน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยถึงทิศทางและยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายขับเคลื่อนด้วยระบบไตรภาคีระหว่างชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และภาครัฐ 

ทั้งนี้ ปัจจุบัน สอน. อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่ของอุตสาหกรรม จากเดิมที่เน้น "เติบโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน" ไปสู่ "เติบโตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและพึ่งพาตนเองได้" เนื่องจากในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ภาครัฐจัดสรรงบประมาณเข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ไปแล้วกว่า 36,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไร่และลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5

นายธวัช กล่าวว่า ที่ผ่านมาชาวไร่อ้อยเรียกร้องเงินสนับสนุนการตัดอ้อยสด 120 บาทต่อตัน ซึ่งเป็นส่วนต่างต้นทุนจริงระหว่างการตัดอ้อยสดกับการเผาอ้อย อย่างไรก็ดี รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 กำหนดนโยบายชัดเจนว่าจะไม่มีการจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงแก่เกษตรกรในลักษณะจ่ายต่อตันอีกต่อไป ประกอบกับติดเงื่อนไขตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาผลผลิตปี 2568/2569 ที่ผ่านมา ซึ่งชาวไร่สามารถลดสัดส่วนอ้อยเผาลงได้น้อยมาก สอน. ได้ผลักดันการขอจัดสรร "งบกลาง" วงเงิน 7,081 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรที่ตัดอ้อยสด 100% ส่งโรงงาน ในอัตราตันละ 69 บาท ซึ่งครอบคลุมปริมาณอ้อยประมาณ 102 ล้านตัน โดยปัจจุบันเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบประมาณและเตรียมเสนอครม. คาดว่าจะสามารถเบิกจ่ายถึงมือชาวไร่ได้ภายใน 2 เดือน 

สำหรับส่วนต่างอีก 51 บาท เพื่อให้ครบตามข้อเรียกร้อง 120 บาทต่อตันนั้น คณะกรรมการสอน. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการ และมอบหมายให้พิจารณาจัดหาจากแหล่งเงินอื่น เช่น เงินจากกองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายต่อไป 

ทั้งนี้ การจะสร้างรายได้เข้ากองทุนฯ ด้วยการปรับขึ้นราคาน้ำตาลทรายหน้าโรงงานยังทำได้ยาก เนื่องจากฝ่ายนโยบายและราชการกังวลเรื่องผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน อีกทั้งในอดีตเคยมีบทเรียนที่ประเทศไทยถูกประเทศบราซิลยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) จากการขึ้นราคาน้ำตาลเพื่อชดเชยเกษตรกร ซึ่งถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดโลก

 

 

 

สำหรับแนวโน้มฤดูการผลิตปี 2569/2570 นายธวัช ประเมินว่า ปริมาณอ้อยเข้าหีบของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 97.02 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 105.86 ล้านตัน ขณะที่สถานการณ์ผลผลิตน้ำตาลทั่วโลกคาดว่าจะอยู่ที่ 179-180 ล้านตัน ใกล้เคียงกับความต้องการบริโภค เนื่องจากภาวะภัยแล้งในหลายประเทศ รวมถึงประเทศอินเดียที่หันไปใช้นโยบายนำอ้อยไปผลิตเอทานอลและลดการส่งออก ทำให้แรงกดดันด้านอุปทานในตลาดโลกลดลง

ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกปรับตัวขึ้นมาเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 21 เซนต์ต่อปอนด์ และอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ราว 33 บาทต่อดอลลาร์ จากปีที่ผ่านมาซึ่งราคาน้ำตาลโลกลดลงไปอยู่ที่ 16.98 เซนต์ต่อปอนด์ จนส่งผลให้ราคาอ้อยขั้นต้นตกต่ำลงมาอยู่ที่ 890 บาทต่อตัน 

"แม้ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการคำนวณราคาขั้นต้นก่อนเปิดหีบ แต่ทิศทางราคาในปีนี้ค่อนข้างดีและมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น คาดว่ามีโอกาสที่จะได้เห็นราคาอ้อยเข้าใกล้ระดับ 1,000 บาทต่อตันอย่างแน่นอน" นายธวัช กล่าว

ในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 สำหรับฤดูหีบปี 2569/2570 สอน. ได้ยกระดับมาตรการควบคุมอ้อยไฟไหม้ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ได้แก่

1. จำกัดสัดส่วนอ้อยเผารายวัน กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยไฟไหม้เข้าหีบได้ไม่เกิน 15% ต่อวัน (ปรับลดจากปีก่อนหน้าที่กำหนดไว้ 20% ต่อวัน ซึ่งหากเกินเกณฑ์มีบทปรับ 130 บาทต่อตันส่งเข้ากองทุนฯ)

2. เพดานอ้อยเผาภาพรวมทั้งปี ตั้งเป้าหมายให้มีอ้อยไฟไหม้รวมทั้งประเทศไม่เกิน 5% ต่อปี หลังจากที่ฤดูกาลก่อนหน้าทำผลงานได้ดีที่ระดับ 3.8%

3. หยุดรับอ้อยช่วงเทศกาลปีใหม่ กำหนดให้หยุดตัดและงดขนส่งอ้อยเข้าโรงงานเป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรและการเดินทางท่องเที่ยวของประชาชน

นายธวัช เน้นย้ำว่า ประเทศไทยส่งออกน้ำตาลทรายเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยผลผลิตน้ำตาลประมาณ 80% ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ มีตลาดหลักคือประเทศอินโดนีเซีย แตกต่างจากบางประเทศที่ปลูกเพื่อบริโภคเองและยังเผาอ้อยได้ 100% 

ดังนั้น มาตรฐานกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ท่ามกลางกระแสมาตรการทางการค้าสากล เช่น CBAM และกฎหมายว่าด้วยสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ของสหภาพยุโรป หากไทยไม่รักษาระดับมาตรฐานการผลิตให้โปร่งใสและยั่งยืน อาจเผชิญความเสี่ยงถูกปฏิเสธการนำเข้าสินค้าในอนาคต