วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 07:18 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ไม่เปลี่ยนแปลง”

วันศุกร์ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 10.23 น.

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.22 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 32.24 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.20-32.26 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินที่เบาบางลงจากปกติ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดเทศกาล Thanksgiving ในฝั่งสหรัฐฯ โดยการเคลื่อนไหวของบรรดาสกุลเงินหลักยังคงสอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่เชื่อว่า เฟดจะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ได้ (โอกาสยังคงอยู่แถว 83%) ทั้งนี้ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินฝั่งเอเชีย เงินบาทพอได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง ตามการทยอยปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ทว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทยังคงเป็นไปอย่างจำกัดในช่วงนี้ ตามโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์และการปรับสถานะถือครอง ช่วงปลายเดือนของผู้เล่นในตลาด 

แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันหยุดเทศกาล Thanksgiving แต่ความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟดยังคงเป็นปัจจัยช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ สะท้อนจากสัญญาฟิวเจอร์สของดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นราว +0.20% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.14% แม้โดยรวมตลาดหุ้นยุโรปจะพอได้อานิสงส์จากความคาดหวังต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยของเฟด รวมถึงการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มการเงินอังกฤษ อย่าง Lloyds Bank +3.0% ตอบรับอานิสงส์จากแผนงบประมาณของรัฐบาลอังกฤษที่คงยกเว้นภาษีเฉพาะของธนาคาร ทว่าตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงกดดันตามการขายทำกำไรบรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare บางส่วน อาทิ Roche -1.2%, Novo Nordisk -1.1% 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อย ตามการปรับตัวแข็งค่าขึ้นบ้างของบรรดาสกุลเงินหลัก ท่ามกลางความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ทว่าเงินดอลลาร์ก็เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ท่ามกลางปริมาณการทำธุรกรรมที่เบาบางลงในช่วงวันหยุดเทศกาล Thanksgiving ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงเล็กน้อยสู่โซน 99.5 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 99.5-99.7 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดในการประชุม FOMC เดือนธันวาคมนี้ ยังพอช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) สามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย สู่โซน 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากตลาดการเงินสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในช่วงวันหยุดเทศกาล Thanksgiving

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจอาจมีไม่มากนัก ทว่า ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนพฤศจิกายน รวมถึงติดตามการประชุมของกลุ่ม OPEC+ และนอกเหนือจากประเด็นดังกล่าว เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังสหรัฐฯ ได้พยายามยุติสงครามดังกล่าวอีกครั้ง 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น ทดสอบระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ หรืออาจแข็งค่ากว่าระดับดังกล่าวได้บ้าง ในช่วงสิ้นปีนี้ หลังโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น แต่จะเห็นได้ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด จากทั้งโฟลว์ธุรกรรมซื้อเงินดอลลาร์และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน นอกจากนี้ เรายังพอเห็นแรงขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะบอนด์ไทยจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติบ้าง ซึ่งอาจจำกัดการแข็งขึ้นของเงินบาทในช่วงระยะสั้นได้ 

นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่ปรับสถานะถือครองอย่างชัดเจน เพื่อรอรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญฝั่งสหรัฐฯ และประเทศเศรษฐกิจหลักเพิ่มเติม รวมถึงรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ อย่าง พัฒนาการของการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเรามองว่า อาจต้องรอลุ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม ที่จะมีรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของสหรัฐฯ รวมถึงข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ จากภาคเอกชน ทั้ง ADP และ Revelio 

อนึ่ง แม้ว่าตลาดจะรับรู้รายงานดัชนี PMI ของจีน ในช่วงวันอาทิตย์นี้ แต่หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจีนดังกล่าว ออกมาดีกว่าคาด หรือ แย่กว่าคาด ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินหยวนจีน (CNY) และบรรยากาศของตลาดการเงินเอเชีย ในช่วงวันทำการของตลาดการเงินเอเชียในสัปดาห์หน้า ซึ่งก็สามารถส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้เช่นกัน โดยหากผู้เล่นในตลาดมีความมั่นใจต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนมากขึ้น ก็อาจช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นบ้างของทั้งเงินหยวนจีนและเงินบาทได้ 

และเนื่องจาก ความผันผวนของเงินบาทได้กลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.15-32.30 บาท/ดอลลาร์