วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569 03:18 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

วันจันทร์ ที่ 05 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.21 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.49 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568)

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 30 ธันวาคมที่ผ่านมา รวมถึงช่วงปิดทำการของตลาดการเงินไทย เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนพอสมควร โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซน 31.70 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.37-31.68 บาทต่อดอลลาร์) ตามจังหวะการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ในช่วงวันที่ 31 ธันวาคม ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 2 มกราคม นอกจากนี้ เงินบาทก็เผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากการทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชียรับข่าวความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้น หลังทางการสหรัฐฯ เปิดฉากปฏิบัติการ Operation Absolute Resolve บุกจับตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าวก็ช่วยหนุนให้ราคาทองคำสามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้น จนล่าสุดเข้าใกล้ระดับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลง ตามจังหวะการปรับตัวลงหนักของราคาทองคำ ส่งท้ายปี 2025 และการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ช่วงต้นปี 2026

 

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงาน พร้อมติดตามประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด หลังสหรัฐฯ บุกจับตาประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา

 

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ–ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ไปจนถึงยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ซึ่งข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 30% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปี 2026 หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ซึ่งมากกว่าที่เฟดระบุไว้เพียง 1 ครั้ง ใน Dot Plot ล่าสุด และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ เวเนซุเอลา หลังทางการสหรัฐฯ ได้เปิดฉากปฏิบัติการ Operation Absolute Resolve จับตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ซึ่งอาจทำให้ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูงขึ้นในระยะสั้น อีกทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มราคาน้ำมันได้ โดยเฉพาะ หากสหรัฐฯ สามารถเข้ามามีบทบาทต่อการเมืองและอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลา ทำให้กำลังการผลิตน้ำมันดิบของเวเนซุเอลา เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว ใกล้เคียงกับระดับที่เคยเกิดขึ้นในอดีต (ล่าสุดราว 0.96 ล้านบาร์เรลต่อวัน เคยสูงสุดราว 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน)

 

ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซนและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่าน รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนธันวาคม อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะ 1 ปี และ 3 ปี ข้างหน้า โดย ECB และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนพฤศจิกายน ทั้งนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างยังคงมั่นใจว่า ECB อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบัน ตลอดทั้งปี 2026 นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น

 

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการของจีน (RatingDog Services PMI) ในเดือนธันวาคม รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนธันวาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ทางฝั่งเวียดนาม จะมีการประกาศ รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจใจไตรมาสที่ 4 รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือน อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI, ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดการส่งออก-นำเข้า (Exports & Imports) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้างจากฝั่งญี่ปุ่น (Wage Growth) ในเดือนพฤศจิกายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 72% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้

 

ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต เดือนธันวาคม พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนธันวาคม เช่นกัน ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป Headline CPI ในเดือนธันวาคม นั้น บรรดานักวิเคราะห์ยังคงมองว่า อัตราเงินเฟ้ออาจ “ติดลบต่อเนื่อง” ที่ระดับ -0.30% แต่สูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยอัตราเงินเฟ้อไทยจะยังคงถูกกดดันจากราคาพลังงานที่ลดลงจากปีก่อนหน้าพอสมควร จนกว่าจะเข้าช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งราคาพลังงานได้ปรับตัวลดลงชัดเจนในปีที่ผ่านมา อนึ่งอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน ก็มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 0.70% หนุนโดย ความต้องการใช้จ่ายในช่วงปลายปี และมาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ

 

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท ในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้นชัดเจน หลังราคาทองคำมีจังหวะปรับตัวลงหนัก อีกทั้งเงินดอลลาร์ก็รีบาวด์ขึ้นในช่วงปลายปี ทำให้เราต้องประเมินใหม่ว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) ได้ชะลอลงแล้วและเงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยผู้เล่นในตลาดควรระวัง ว่า เงินบาทเสี่ยงเคลื่อนไหว Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด โดยเฉพาะในสัปดาห์ที่จะมีการรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงในช่วงนี้ ก็อาจช่วยหนุนทั้งเงินดอลลาร์ (ตราบใดที่ตลาดไม่ได้ปรับเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยมากขึ้น) และราคาทองคำ ซึ่งอาจทำให้เงินบาทยังไม่ได้มีการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนนัก

 

 ในเชิงเทคนิคัลนั้น เรามองว่า หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง หลังพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงระยะสั้น ทว่าในแนวโน้มระยะกลางนั้น เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หรือโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเราขอย้ำว่ามองว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

 

 ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้น อาจหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่าแนวโน้มเงินดอลลาร์จะขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานเป็นสำคัญ

 

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.15-31.85 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.35-31.60 บาท/ดอลลาร์