วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569 08:26 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.12 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.07 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 30.97 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up และสามารถทรงตัวเหนือโซนแนวรับสำคัญ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 30.92-31.12 บาทต่อดอลลาร์) หลังบรรยากาศปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งในฝั่งสหรัฐฯ และยุโรป ได้หนุนให้ เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงด้วยเช่นกัน อีกทั้งในช่วงนี้ เงินเยนญี่ปุ่นยังคงได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนในตลาดทุนญี่ปุ่น ตอบรับผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น อนึ่ง แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง แต่แรงขายสินทรัพย์เสี่ยงได้สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ (XAUUSD) รวมถึงราคาแร่โลหะ อย่าง เงิน เช่นกัน สะท้อนพฤติกรรมการปรับลดความเสี่ยงต่อพอร์ตการลงทุนของผู้เล่นในตลาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีแนวโน้มคลี่คลายลงบ้าง หลังทั้งสองฝ่ายยังคงพร้อมเดินหน้าเจรจาเพิ่มเติม ได้เป็นอีกปัจจัยที่กดดันราคาทองคำและการปรับตัวลดลงของราคาทองคำในช่วงคืนที่ผ่านมาดังกล่าว ยังส่งผลกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงเช่นกัน  

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน ท่ามกลางแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI รวมถึงหุ้นกลุ่มอื่นๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากแนวโน้มการใช้งาน AI เช่น กลุ่มขนส่ง ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อาทิ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่ม Utilities เป็นต้น ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.57% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลงกว่า -2.03% 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลดลง -0.49% ตามแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน กอปรกับความกังวลผลกระทบจากการใช้งาน AI ยังส่งผลกดดันให้ หุ้นบางกลุ่ม เช่น กลุ่มขนส่ง เผชิญแรงเทขายรุนแรง ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงาน ได้พลิกกลับมาปรับตัวลดลง หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง จากการปรับลดคาดการณ์อุปสงค์ความต้องการใช้น้ำมันของ IEA ล่าสุด ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม และหุ้นกลุ่ม Healthcare

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สู่โซน 4.10% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งนี้ เรายังคงประเมินว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังภาวะปิดรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ช่วยหนุนให้เงินเยนญี่ปุ่นทยอยแข็งค่าขึ้นด้วยเช่นกัน (นอกจากนี้ เงินเยนญี่ปุ่นยังคงได้อานิสงส์จากแรงซื้อสินทรัพย์ญี่ปุ่น ตอบรับผลการเลือกตั้งล่าสุด) ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 96.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 96.7-97.1 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ได้สร้างแรงกดดันต่อ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ผ่านการขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อปรับสถานการลงทุนของผู้เล่นในตลาด นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงบ้าง ได้เป็นอีกปัจจัยกดดันราคาทองคำ ส่งผลให้ ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก่อนจะรีบาวด์ขึ้นบ้างและแกว่งตัวแถวโซน 4,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม ที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI มีแนวโน้มชะลอตัวลงเพิ่มเติมสู่ระดับ 2.5%y/y เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ที่ไม่รวมผลของราคาอาหารและพลังงาน ซึ่งอาจเปิดทางให้ FED ยังมีแนวโน้มทยอยปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ได้ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า FED จะสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ 2-3 ครั้ง ในปีนี้  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท แม้เงินบาท (USDTHB) จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่เราคงประเมินว่า เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง (แต่โดยรวมยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways) ในช่วงระหว่างวัน ตามอานิสงส์จากแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในส่วนของหุ้นไทยที่อาจยังดำเนินต่อไปได้ ในช่วงที่ตลาดต่างเทขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI ซึ่งตลาดหุ้นไทยมีหุ้นในกลุ่มดังกล่าวน้อย กอปรกับ แรงขายทองคำในช่วงที่ผ่านมา แม้จะกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรง ทว่า ราคาทองคำก็สามารถรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามแรงซื้อในจังหวะย่อตัวของผู้เล่นในตลาด ทำให้ หากราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นต่อได้ หรืออย่างน้อยแกว่งตัวในกรอบ Sideways อาจพอช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้ อย่างไรก็ตาม เรามองว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำ คือ Two-way risk ต่อเงินบาท ที่พร้อมทำให้เงินบาทเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง โดยต้องจับตา ทั้งรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ที่จะทยอยรับรู้ในช่วง 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย และสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างใกล้ชิด

เราประเมินว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อว่า FED มีโอกาสราว 36% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ หากอัตราเงินเฟ้อ CPI ออกมาสูงกว่าคาด จะส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ได้อีกครั้ง เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงรับรู้ข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ล่าสุด หนุนให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้ โดยหากเงินบาทอ่อนค่าลงจากปัจจัยกดดันดังกล่าว เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 31.20-31.30 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงขายจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกเป็นต้น

ในทางกลับกัน หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น ในกรณีที่ อัตราเงินเฟ้อ CPI ออกมาตามคาด หรือ ต่ำกว่าคาด เราประเมินว่า หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่าหลุดจากโซนแนวรับดังกล่าวได้จริง การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัด จนกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยอย่างชัดเจน อาทิ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาดต่อเนื่อง หรือตลาดการเงินเผชิญความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 อีกครั้ง ซึ่งจะกดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อีกรอบ และหนุนให้ เงินบาทอาจสามารถทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในโซนต่ำกว่าระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ และที่สำคัญ จากการประเมิน Fair Value ของเงินบาทจากปัจจัยพื้นฐาน โดยใช้โมเดล Behavioral Equilibrium Exchange Rate (BEER) เราพบว่า เงินบาท (USDTHB) ยังคงมี Fair Value ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทะลุโซน 31 บาทต่อดอลลาร์ เช่นแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก ทำให้เงินบาทมักจะกลับตัวอ่อนค่าลงในช่วงระยะ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า ตามการประเมินข้อมูลสถิติในอดีต

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.90-31.20 บาท/ดอลลาร์