วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 12:34 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.23 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.18 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.21 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.14-31.30 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง ตามจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ที่ยังพอได้อานิสงส์จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ในช่วงนี้ที่ยังคงสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง ทำให้ FED ยังไม่มีความจำเป็นที่ต้องเร่งรีบลดดอกเบี้ยในระยะสั้นนี้ นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมได้ช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) อนึ่ง เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ได้อานิสงส์จากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ร้อนแรงอยู่

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง ท่ามกลางความกังวลปัญหาการปล่อยกู้ Private Credit ของทาง Blue Owl Capital ที่สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นในกลุ่มธุรกิจดังกล่าวและยังส่งผลกระทบต่อหุ้นธีม AI ขณะเดียวกัน รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ได้ออกมาผสมผสาน สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.28% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.31%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.53% กดดันโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาผสมผสาน โดยเฉพาะ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ อย่าง Rio Tinto -3.7% ที่รายงานผลประกอบการน่าผิดหวัง สร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่อื่นๆ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มของหุ้นธีม AI/Semiconductor และเลือกที่จะลดความเสี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว สอดคล้องกับภาพในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน ท่ามกลางสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4.07% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า การปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เรายังคงมองว่า บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึง ประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ความเสี่ยงด้านฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน บรรดาเจ้าหน้าที่ FED ต่างย้ำจุดยืนไม่เร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์นั้นเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศในวันศุกร์นี้เพิ่มเติม ทำให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 97.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.6-98.1 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากทั้งการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยล่าสุด ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนธันวาคม อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) ในเดือนธันวาคม และดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ โดย S&P ในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED

ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ ในเดือนมกราคม พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการจากฝั่งอังกฤษและยูโรโซน ในเดือนกุมภาพันธ์

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้ง สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ พัฒนาการของเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้ว่า เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ในกรณีที่เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยหากประเมินจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปที่จะทยอยรับรู้ในวันนี้นั้น เราพบว่า มีโอกาสที่เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ แต่เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทดสอบโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ง่ายนัก เนื่องจาก แถวโซนแนวต้านดังกล่าว บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์อยู่ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังร้อนแรง ยังพอช่วยหนุนราคาทองคำ ซึ่งตราบใดที่ราคาทองคำยังสามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้นหรือรีบาวด์ขึ้นบ้าง จะช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทได้

ทั้งนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (เราขอแนะนำให้ติดตาม การประเมินสถานการณ์จาก https://www.pizzint.watch/ ที่มีการจัดทำ Pentagon Pizza Index ที่จะช่วยสะท้อนถึงการเตรียมความพร้อมของฝั่ง Pentagon ได้ หากยอดสั่งซื้อ Pizza ในพื้นที่ใกล้ Pentagon พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ ติดต่อกัน โดยล่าสุด ระดับ Doughcon นั้นอยู่ในระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดและไม่ได้สะท้อนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในระยะสั้นนี้) แต่เราประเมินว่า โอกาสเกิดการบุกโจมตีขนานใหญ่ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลอิหร่านและผู้นำสูงสุดในปัจจุบัน อาจมีโอกาสเกิดต่ำ ขณะที่ ทางการสหรัฐฯ อาจเลือกการโจมตีทางอากาศแบบที่เคยทำในช่วงปีก่อนหน้า เพื่อลดทอนความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับทางสหรัฐฯ ทำให้ หากสุดท้ายทั้งสหรัฐฯ กับอิหร่าน สามารถกลับมาเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดลงได้ อาจกดดันราคาทองคำ รวมถึงราคาน้ำมันดิบ ที่ปรับตัวขึ้นมาพอควรในช่วงนี้ จากประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังพอทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย เพิ่มเติมได้บ้าง ซึ่งอาจช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าที่อาจเกิดขึ้นต่อเงินบาทได้

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.05-31.30 บาท/ดอลลาร์