วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569 12:37 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.64 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

วันพุธ ที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.20 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.64 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.64 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันที่ 2 มีนาคม ณ ระดับ 31.45 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุทุกโซนแนวต้าน และมีจังหวะเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะพลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่ยังคงแกว่งตัวเหนือโซนแนวต้านก่อนหน้า ที่กลายมาเป็นโซนแนวรับ อย่างโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.25-31.95 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น จนลุกลาม บานปลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาค และเสี่ยงที่จะยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกที่อาจปรับตัวสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน ทำให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลว่า ราคาพลังงานโลกที่อยู่ในระดับสูง กอปรกับ การขนส่งและการเดินเรือที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบดังกล่าว จะหนุนให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นและกระทบต่อการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางได้ ดังจะเห็นได้จากการที่ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า FED มีโอกาสราว 80% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ จากก่อนหน้า ที่ตลาดเคยมองว่า FED มีโอกาสราว 40% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง โดยภาพดังกล่าวได้หนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ขณะเดียวกันได้ กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรง โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังบรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง สอดคล้องกับการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และช่วยกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง ขณะเดียวกัน ราคาทองคำสามารถรีบาวด์สูงขึ้นและทรงตัวเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หากเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวสูงขึ้น ในกรณีที่ สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อกว่าคาด อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต่างรอจังหวะทยอยเข้าซื้อ หุ้นที่ปรับตัวลงแรงในช่วงนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเทคฯ หนุนให้โดยรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถรีบาวด์ขึ้นบ้าง และโดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.94% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -1.02%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ดิ่งลงกว่า -3.08% ท่ามกลางความกังวลผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนอาจทำให้เศรษฐกิจยุโรปเผชิญแรงกดดันจากทั้งราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางที่อาจคงดอกเบี้ยได้นานกว่าคาดหรือเริ่มมีความเสี่ยงของการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ดี หุ้นยุโรปบางส่วนที่รายงานผลประกอบการออกมาสดใสและดีกว่าคาดยังพอสามารถปรับตัวสูงขึ้น สวนภาพการปรับตัวลงรุนแรงของตลาดหุ้นยุโรปได้บ้าง

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นทดสอบโซน 4.10% ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ที่ผู้เล่นในตลาดได้มอง FED มีโอกาสราว 50% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ก่อนที่ผู้เล่นในตลาดจะปรับมุมมองใหม่ และประเมิน FED มีโอกาสลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ราว 80% ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.05% นอกจากนี้ ความต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ในระยะสั้น ยังพอช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะรับรู้ในช่วงวันศุกร์ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED บ้าง (จาก 50% เป็น 80% ในการลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ปีนี้) อีกทั้ง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้พอรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง จำกัดการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.1-99.7 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า จังหวะการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลงรุนแรง ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด หนุนให้ ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ (ISM Services PMI) และรายงานข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนกุมภาพันธ์ เช่นกัน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดสต็อกน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ โดย EIA ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันเพิ่มเติมได้ นอกเหนือจากปัจจัยความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางช่วงนี้

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ท่ามกลางความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจเร่งสูงขึ้น หากราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นต่อและอยู่ในระดับสูงได้นาน จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น  

ส่วนในฝั่งเอเชีย บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่จะเป็นรายงานจากฝั่งของทางการจีนและจากทาง RatingDog ซึ่งจะเน้นรายงานข้อมูลจากบรรดาภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดสามารถประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนได้

 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เรายอมรับว่า แม้เราจะได้ประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงอ่อนค่าลง ทว่าการอ่อนค่าของเงินบาทนั้นรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้พอสมควร ดังจะเห็นได้จากการที่เงินบาทสามารถอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้านและเกือบทดสอบโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้ เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลง เนื่องจากบรรดาผู้ส่งออกต่างรอจังหวะทยอยขายเงินดอลลาร์ (จึงไม่แปลกที่เงินบาทจะผันผวนอ่อนค่าหนัก ในช่วงวันหยุดของตลาดการเงินไทยในวันก่อน) ทว่า แรงกดดันต่อเงินบาทด้านอ่อนค่ายังคงมีอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในช่วงระยะสั้น ตราบใดที่ สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้ ราคาพลังงานโลกเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นและทรงตัวที่ระดับสูงได้นาน ทำให้ผู้เล่นในตลาดจะยิ่งกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง โดยเฉพาะ FED ซึ่งหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงทยอยออกมาดีกว่าคาด จะยิ่งทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม หนุนการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทำให้ เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อและอาจทดสอบโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง

โดยหากประเมินจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้ เราพบว่า จากข้อมูลสถิติการเคลื่อนไหวของเงินบาทในอดีตที่ผ่านมา เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ขณะที่ เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED) แต่เราขอเน้นย้ำว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจผันผวนและผิดไปจากสถิติในอดีตได้ ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนนั้น จำเป็นต้องอาศัย การใช้เครื่องมือที่หลากหลายและใช้ประโยชน์จากความผันผวน อย่าง Options

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.50-31.85 บาท/ดอลลาร์