วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569 14:42 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”


       

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์

       

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งค่าขึ้นมากกว่ากรอบล่างที่เราได้ประเมินไว้ในวันก่อนหน้า อีกทั้งเงินบาทยังผันผวนในกรอบที่กว้างกว่าปกติ สะท้อนถึงภาวะความผันผวนสูงของเงินบาทในระยะนี้ (แกว่งตัวในกรอบ 32.41-32.94 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าในช่วงแรก ตามการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่มีจังหวะปรับตัวลงเข้าใกล้โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างกังวลต่อผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมล่าสุด ที่ระดับ 3.75% และระดับ 2.00% ตามลำดับ นอกจากนี้ ทั้งสองธนาคารกลาง โดยเฉพาะฝั่ง ECB ยังได้ส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น หากจำเป็น ในกรณีที่เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นชัดเจน จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB มีโอกาสราว 50% ที่จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสเกือบ 80% ที่จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง เช่นกัน ขณะที่ ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED ยังมีโอกาสราว 22% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ที่ต่างจากบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ได้กดดันให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เทียบกับบรรดาสกุลเงินหลัก ทั้ง เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และเริ่มเห็นโอกาสที่สถานการณ์พอจะคลี่คลายลงได้ หลังอิสราเอลชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน (ส่วนอิหร่านก็ส่งสัญญาณชะลอการโจมตีกลับต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง) อีกทั้งสหรัฐฯ ได้พิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ได้มีส่วนช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดการเงินและกดดันเงินดอลลาร์ ทำให้ เงินบาทสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการรีบาวด์ขึ้นใกล้โซน 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ของราคาทองคำ  

       

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า ผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงขึ้นบ้าง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังพอมีโอกาสทยอยคลี่คลายลง สะท้อนจากการชะลอตัวลงของราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะ Tesla -3.2% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.27% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ลดลง -0.28%

       

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ดิ่งลงกว่า -2.39% ท่ามกลางความกังวลว่า บรรดาธนาคารกลางหลักฝั่งยุโรป ทั้ง BOE และ ECB อาจจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด สะท้อนจากการปรับเพิ่มความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOE และ ECB หลังรับรู้ผลการประชุมของทั้งสองธนาคารกลางดังกล่าว อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรป ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ BP +4.9%

       

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.25% สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ หลังผู้เล่นในตลาดมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้ แม้ว่าโดยรวม ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยมองว่า FED มีโอกาสเพียง 22% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ตามท่าทีระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED, BOJ, BOE และ ECB จากผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลักล่าสุด แม้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บอนด์ระยะยาว อย่าง บอนด์ 10 ปี ในหลายประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากมองว่า แม้ในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด หนุนให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน จนบรรดาธนาคารกลางหลักต่างคงดอกเบี้ยได้นานขึ้น หรือ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ภาพดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะกดดันเศรษฐกิจมากเกินไป หรือ เกิด Policy Mistake จนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench  หรือ โมเดล ACM )

       

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง สะท้อนจากราคาน้ำมันดิบที่ทยอยปรับตัวลดลง นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังถูกกดดันจากการแข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินหลัก ตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99-100.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แนวโน้มการคงดอกเบี้ยหรือเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก เพื่อรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สู่โซน 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์

       

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งไทยผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจยังคงสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของการค้าระหว่างประเทศของไทยอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor  และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

       

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงอย่างชัดเจน จนเงินบาทสามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นได้มากกว่าที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก นอกเหนือจาก FED ทั้ง BOE และ ECB ซึ่งภาพดังกล่าวได้เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนการรีบาวด์ขึ้นแรงของบรรดาสกุลเงินหลัก อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้คาดหวังแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักดังกล่าวไปมากพอควร ซึ่งเรายังคงประเมินว่า ในส่วน BOE ยังมีโอกาสทยอยลดดอกเบี้ยลงได้บ้าง เช่นเดียวกับในฝั่งของ ECB ที่อาจคงดอกเบี้ยมากกว่าที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ (แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด เราถึงจะปรับมุมมองใหม่อย่างมีนัยสำคัญ) ทำให้ การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของบรรดาสกุลเงินหลัก อาจเริ่มชะลอลงบ้าง จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง เนื่องจากบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ในภาพดังกล่าว จึงจะสามารถหนุนบรรดาสกุลเงินหลักเพิ่มเติมได้ ตามการลดสถานะถือครองเงินดอลลาร์ (Long USD) ลงบ้าง ซึ่งจะกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ทำให้ในระยะสั้น เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจเริ่มชะลอลงแถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์

       

นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน อาจต้องจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่ยังคงเห็นการทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าและจะชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมาได้

       

ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.75 บาท/ดอลลาร์