วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569 18:39 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

วันพุธ ที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.29 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

 

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.51-33.00 บาทต่อดอลลาร์) ตอบรับกระแสข่าว ประธานาธิบดีอิหร่าน ส่งสัญญาณพร้อมเจรจายุติสงครามกับทางฝั่งสหรัฐฯ โดยภาพดังกล่าวยังสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ใกล้บรรลุเป้าหมายในการลดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านโดยสมบูรณ์ และกองทัพสหรัฐฯ จะเสร็จสิ้นปฏิบัติการทางหารในอิหร่านเร็วๆ นี้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลงได้ และต่างปรับลดความคาดหวังที่บรรดาธนาคารกลางหลักอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัว ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้เล่นในตลาดกลับมาประเมินว่า FED มีโอกาสราว 38% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ (ส่วนทั้ง BOE และ ECB มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง) กดดันให้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง พร้อมกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนบรรยากาศโดยรวมในตลาดการเงินได้พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ ทำให้ FED ยังสามารถทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ส่งผลให้บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ต่างพุ่งขึ้นแรง อาทิ Meta +6.7% และ Nvidia +5.6% และมีเพียงหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวลดลงชัดเจน ตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +2.91% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +3.83%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.42% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอประเมินพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปโดยรวมยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.30% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 38% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่การปรับตัวขึ้นอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ก่อนปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทำให้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับรายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ จากภาพความผันผวนของตลาดบอนด์ที่ยังสูงอยู่ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการทยอยย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้ในเร็ววันนี้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6-100.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ จะพลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ทว่า ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลงในเร็ววันนี้ ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวของบรรดาธนาคารกลางหลัก กอปรกับการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนมีนาคม รวมถึง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม (ISM Manufacturing PMI) ในเดือนมีนาคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกุมภาพันธ์

ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมของจีน (RatingDog Manufacturing PMI) ในเดือนมีนาคม ที่จะสะท้อนแนวโน้มภาคการผลิตในส่วนของบริษัทขนาดเล็ก-กลาง เป็นหลัก

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เรามองว่า การพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง ของเงินบาท (จนทะลุกรอบล่าง 32.70 บาทต่อดอลลาร์ ที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า) ได้ย้ำมุมมองของเราที่เตือนว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูง แบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะยกระดับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งอิหร่านกลับมาเจรจามากขึ้นได้

อย่างไรก็ดี การประเมินแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะข้างหน้านั้น อาจยังคงจำเป็นต้องอาศัยการประเมิน Scenario Analysis ควบคู่กับการวิเคราะห์มุมมองของผู้เล่นในตลาดว่า ณ ขณะนั้น กำลังคาดหวังแนวโน้มพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางในรูปแบบไหน โดยล่าสุด หากประเมินจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลัก อาจสะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังมากขึ้น ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ ตามไทมไลน์ที่ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ระบุไว้ก่อนหน้า แต่ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่มั่นใจต่อภาพดังกล่าวนัก ดังจะเห็นได้จากการประเมินโอกาส FED ลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เพียง 38% (เรามองว่า หากจะชี้ว่า ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า สถานการณ์จะคลี่คลายลงได้ใน 1-2 สัปดาห์ อาจต้องเห็นการคาดหวัง โอกาสราว 90% เป็นอย่างน้อย ต่อการลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ของ FED ในปีนี้)

ทำให้ หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายได้ตามที่ผู้เล่นในตลาดกำลังคาดหวังอยู่ อาจเห็นการอ่อนค่าลงเพิ่มเติมของเงินดอลลาร์ พร้อมกับการย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก (สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวของบรรดาธนาคารกลางหลัก) ส่วนราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นต่อบ้าง ส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติรวมกันเกิน 1 แสนล้านบาท

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าที่ตลาดกำลังคาดหวังอยู่ หรือกล่าวได้ว่า พัฒนาการของสถานการณ์มีแนวโน้มเป็น Moderate หรือ Worst Case Scenarios ที่เราประเมินไว้ ในกรณีนี้ เงินดอลลาร์จะสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะกดดันให้ ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงแรง และมีโอกาสเห็นราคาทองคำทดสอบโซนแนวรับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ซึ่งหากประเมินร่วมกับโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติในช่วงไตรมาสที่ 2 เงินบาทเสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และอาจอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าว จนถึงโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้

เราขอเน้นย้ำว่า แม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.75 บาท/ดอลลาร์