วันพุธ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 22:07 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

วันอังคาร ที่ 05 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.05 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

 

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.60 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน)

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 32.31-32.82 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ท่ามกลางความกังวลการเข้าแทรกแซงค่าเงินจากฝั่งทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ (ซึ่งนำไปสู่การปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยเฉพาะฝั่ง Short JPY) กดดันให้เงินดอลลาร์มีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง หนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) มีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้น ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น จากทั้งการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม กอปรกับ ทางการสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการ Project Freedom คุ้มครองการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง (ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นสู่โซน 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ล่าสุดปรับตัวขึ้นใกล้โซน 4.45% อีกครั้ง พร้อมกับกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงสู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จนทดสอบโซนแนวต้านถัดไปแถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้

สัปดาห์ที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรดาธนาคารกลางส่วนใหญ่คงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรอประเมินสถานการณ์ให้แน่ชัด

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา สถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมติดตาม รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ บรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนเมษายน ที่จะช่วยสะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมาสักระยะหนึ่งได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้น ในธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้งได้ จากการเริ่มต้นปฏิบัติการ Project Freedom ของสหรัฐฯ ที่จะให้การคุ้มกันการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz  ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED หลังรับรู้ผลการประชุม FOMC ล่าสุด ที่ FED ได้ส่งสัญญาณระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้น หรือมีการสื่อสารในลักษณะ Hawkish มากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า ผลการประชุม FOMC ล่าสุด มีลักษณะ Hawkish Hold 

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางหลัก นอกเหนือจากการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งยูโรโซน อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมีนาคม และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งยุโรป

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า RBA อาจเลือกขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 4.35% ขณะที่ BNM อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.75% ตามเดิม ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) ของจีน ในเดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะในส่วนของภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น ในเดือนมีนาคม ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)    

▪ ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทยในเดือนเมษายน อาจเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 2.25% ตามการพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงานจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาคธุรกิจไทย ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนเมษายน อนึ่ง สัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม จนถึงกลางเดือนพฤษภาคมจะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่ยังคงสูงอยู่ ราว 4-5 หมื่นล้านบาท และอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้พอควร ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูงและยังมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าอยู่

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ แม้เงินบาทจะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามการทยอยแข็งค่าขึ้น “เร็ว แรง” ของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้ อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ยังออกมาดีกว่าคาดยังคง หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทำให้ เรามองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงได้ในลักษณะ Sideways Up หรืออย่างน้อยผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้าง โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ ที่จะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติราว 4-5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ และ แนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่หากอ่อนค่าทะลุได้ชัดเจน อาจเพิ่มโอกาสเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่เป็นโซนราคาเป้าหมาย จากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคัล)

ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตาพร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานและรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ ส่วน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ได้พลิกกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานผลประกอบการของหุ้น AI/Semร. และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความกังวลแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นอาจจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.30-33.10 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.90 บาท/ดอลลาร์