วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 10:58 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.72 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.63 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้างทดสอบโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.61-32.76 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง อีกทั้งประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ยังคงออกมาขู่ว่า สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากการเจรจาล้มเหลว ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง สร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่บรรดาธนาคารกลางหลักอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสเกือบ 80% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่งผลให้ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ต่างปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ย่อตัวลงอีกครั้ง หลุดโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา

ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อความเสี่ยงที่ FED อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ได้กดดันให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงท่าทีระมัดระวังและเดินหน้าขายทำกำไรบรรดาหุ้นเทคฯ อาทิ Alphabet -2.3% และ Amazon -2.1% ส่วน Nvidia ย่อลง -0.8% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานผลประกอบการของ Nvidia ในช่วงวันพุธนี้ (After-market close) ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มค้าปลีก และหุ้นกลุ่มพลังงาน ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.67% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.84%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.19% หลังผู้เล่นในตลาดยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบ้าง (แม้ความไม่แน่นอนของการเจรจาจะกดดันตลาดหุ้นยุโรปในช่วงท้ายของการซื้อขาย) นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ยังพอช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป เช่นเดียวกับการรีบาวด์ขึ้นบ้างของตลาดหุ้นอังกฤษ หลังภาพการจ้างงานอังกฤษที่ชะลอลงกว่าคาด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ลงบ้าง

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้นเข้าใกล้โซน 4.70% ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เป็นเกือบ 80% โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ระดับสูงกว่า 4.50% มีความน่าสนใจชัดเจน ซึ่งสามารถรองรับในกรณีเลวร้าย อาทิ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้น จนผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ โดยเราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริงและอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up สอดคล้องกับทิศทางการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้ถูกจำกัดลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ตามการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่นที่ทะลุโซน 159 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงอยู่บ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.1-99.4 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการปรับตัวขึ้นของทั้ง เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้กลับมากดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ย่อตัวลงหลุดโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด หนุนให้ ราคาทองคำยังสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,485 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่าน รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (รับรู้ในช่วงราว 1.00 น. เช้าวันพฤหัสฯ นี้ ตามเวลาประเทศไทย) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED

ส่วนทางฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของอังกฤษ ในเดือนเมษายน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงมองว่า BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 2-3 ครั้ง ในปีนี้ (เราคงมองว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยได้ในช่วงปลายปี หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ในไตรมาส 2)

ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BI อาจต้องขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 5.00% เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินรูเปียะห์ (IDR) ที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนในช่วงเช้าวันพฤหัสฯ ราว 6.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของญี่ปุ่น ในเดือนเมษายน

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่แม้จะยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง แต่ยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ Nvidia ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ  

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

แม้ว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าลงบ้างในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่การอ่อนค่าของเงินบาทยังคงถูกจำกัดแถวโซนแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวไปได้ในช่วงระหว่างวัน เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรอติดตามสองปัจจัยสำคัญ ทั้ง รายงานการประชุม FOMC ของ FED และ รายงานผลประกอบการของ Nvidia ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองสินทรัพย์ที่ชัดเจน หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

อนึ่ง เรามีความกังวลว่า หากผู้เล่นในตลาดผิดหวังต่อรายงานผลประกอบการของ Nvidia อาจทำให้ ตลาดเข้าสู่ภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ชัดเจน ซึ่งในช่วงแรกอาจเห็นการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง แต่หากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงทดสอบโซน 160 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง จะเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง จากการเข้าแทรกแซงของทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ได้ (โดยอาจไม่จำเป็นต้องเข้าแทรกแซงจริง เพียงแค่ทำ Rate Check อาจหนุนให้เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นได้พอควร) นอกจากนี้ หากบรรดาหุ้นเทคฯ ปรับตัวลงหนัก อาจนำไปสู่การ Unwind Yen carry trade ได้บ้าง ซึ่งสามารถเป็นอีกปัจจัยที่หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่นในช่วงระยะสั้นได้ และช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท หรืออย่างน้อยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ไม่ยาก

เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.85 บาท/ดอลลาร์