วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569 02:19 น.

การเงิน หุ้น

บัวหลวงนั่งลุ้น AUM แตะทะลุ 1 ล้านล้าน

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.53 น.

บัวหลวงนั่งลุ้น AUM แตะทะลุ 1 ล้านล้าน

 

นายบรรณรงค์ พิชญากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Chief Executive Officer บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด (BBLAM) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) ของบริษัทอยู่ที่ 9.8 แสนล้านบาท มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ในอันดับที่ 4 ของอุตสาหกรรมกองทุนรวม โดยภายในปีนี้เชื่อว่า AUM ของบริษัทจะสามารถปรับตัวขึ้นไปแตะที่ระดับ 1 ล้านล้านบาทได้ หลังจากที่บริษัทได้ทำงานร่วมกับธนาคารกรุงเทพ เพื่อตอบโจทย์การวางแผนการลงทุนให้แก่ลูกค้าธนาคารมากขึ้น ผ่านกองทุนเรือธงที่เป็นกองทุนผสมตามระดับความเสี่ยงที่กำลังเปิดเสนอขายในช่วงต่อจากนี้

ส่วนแนวโน้มการลงทุนต่อจากนี้ บริษัทมองว่าจากความผันผวนในการลงทุนในปัจจุบันนักลงทุนยังต้องหาจังหวะลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีโอกาสสร้างกำไรอย่างระมัดระวังท่ามกลางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไปและผลกระทบของเงินเฟ้อที่กำลังจะตามมา

สำหรับการลงทุนในหุ้นพบว่า ปัจจุบันสภาพคล่องและปรปริมาณเงินในระบบโลกยังคงเติบโตอยู่ไม่ว่าจะมาจากการพิมพ์เงินที่ผ่านมา การลดดอกเบี้ย หรือเศรษฐกิจที่ยังขยายตัว ส่งผลให้หุ้นโลกในภาพรวมยังมีการเติบโตต่อ แต่การเติบโตจะไม่เท่ากันในแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับจุดแข็งและจุดอ่อนซึ่งแตกต่างกันไปรวมถึงประเทศไทยด้วย

อย่างไรก็ตามธีมหนึ่งที่แทบทุกตลาดติดตามคือเมกะเทรนด์อย่าง AI และ supply chain หรือ ห่วงโซ่อุปทานยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งจากแผนการลงทุนของสหรัฐฯ ใน AI และ supply chain แนวโน้มการใช้ AI ในภาคธุรกิจจริง

ในส่วนของ semiconductor หรือ ชิปยังขาดตลาด ดังนั้นจากปัจจัยแวดล้อมและตัวเลขที่เราติดตามอยู่ตลอด เช่น ตัวเลขส่งออกของประเทศผู้ผลิต chipset หรือ “ชิปเซต” รวมถึงชิ้นส่วนต่าง ๆ และรวมถึงไทยด้วย ยังเติบโตเร็วมาก ะฉะนั้นภาพรวมยังแล้วจะยังคงเป็นธีมหลักที่สามารถลงทุนต่อได้ เพียงแต่ต้องเลือกลงทุนเป็นรายตัว รายกลุ่มและต้องระมัดระวังมากขึ้

นายบรรณรงค์ กล่าวอีกว่า ขณะที่ตลาดหุ้นไทย บริษัทมองว่า ในระยะสั้นการปรับขึ้นของดัชนีหุ้นไทยเริ่มจำกัด เพราะตลาดสะท้อนปัจจัยบวกไปพอสมควร ซึ่งช่วงก่อนตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมีจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่วนที่เหลือเป็นการหมุนเงินลงทุนไปตามกลุ่มต่าง ๆ ตามความชัดเจนของกำไรที่ทำให้นักลงทุนก็จะเข้าไปซื้อขายระยะสั้

อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์น้ำมันเปลี่ยน จากที่เคยคาดว่าราคาเฉลี่ยน้ำมันอาจอยู่แถว 90 ดอลลาร์ กลับเหลือประมาณ 70 กว่าถึง 80 ดอลลาร์ขึ้นไป กลุ่มที่เคยได้กำไรเยอะอย่างพลังงานและปิโตรเคมีจึงมีโอกาสถูกขายเพื่อลดน้ำหนัก ซึ่งปัญหาคือกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีมีขนาดใหญ่ในตลาดไทย เม็ดเงินจึงต้องหมุนไป sector อื่นที่เล็กกว่า ขณะที่บางกลุ่มก็เต็มมูลค่าแล้ว หรือเริ่มมีข้อจำกัด ดังนั้นจึงส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะไปได้ไม่ไกลมากนัก

“ผมมองว่าปีนี้ SET Index เต็มที่ราว 1,600 จุด ด้วย กำไรต่อหุ้นของตลาดที่น่าจะยังไม่ถึง 100 จุด อาจอยู่ประมาณ 98-99 จุดเต็มที่ หากซื้อขายที่ PE เฉลี่ยประมาณ 16 เท่า ตลาดก็น่าจะอยู่บริเวณ 1,580-1,600 จุด หรือเก่ง ๆ ก็เบรกได้อีกเล็กน้อยปีหน้า หาก earnings หรือกำไรขยับขึ้นเป็น 100 กว่าเล็กน้อย และซื้อขายที่ PE 16 เท่าเหมือนเดิม ตลาดอาจอยู่แถว 1,630 จุด“