วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 11:23 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.47 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.15 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.47 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.47 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.57 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันที่ 27 กรกฎาคม)

 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 27 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down ทดสอบโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ เป็นระยะๆ ก่อนที่จะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับดังกล่าว ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ในช่วงหลังตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC เดือนกรกฎาคม ที่คณะกรรมการ FOMC มีมติ 9-3 ให้คงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ตามคาด ซึ่งแม้ว่าจะมีคณะกรรมการฯ 3 ท่าน สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย +25bps ในการประชุมครั้งนี้ ทว่า ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในช่วง Press Conference กลับไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจน ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED แม้จะยังคงย้ำจุดยืนว่า FED ต้องการรักษาเสถียรภาพราคาและยังคงมีเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% นอกจากนี้ การกล่าวถึง การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ (ทั้ง Nominal Yields และ Real Yields) พอสมควรนับตั้งแต่ช่วงการประชุม FOMC ครั้งก่อน โดยประธาน FED ยังทำให้ผู้เล่นในตลาดตีความได้ว่า FED ได้อาศัยการปรับตัวของตลาดการเงิน อย่าง การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ เพื่อชดเชยการดำเนินนโยบายการเงิน ในช่วงที่ FED ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

              

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่ม AI/Semiconductor สอดคล้องกับแรงเทขายหุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งตลาดหุ้นเอเชีย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อ แนวโน้มการลงทุนใน AI และต่างตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่า รวมถึงผลตอบแทนจากแนวโน้มการเพิ่ม AI CapEx มหาศาล อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ดิ่งลง -2.19% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด ดิ่งลง -1.52 % ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ดิ่งลง -1.74%

 

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.29% กดดันโดยแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะกลุ่ม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม อย่าง Hermes -11% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน นำโดย Shell +2.6% หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น จากความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง กลุ่ม Healthcare

 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่ระดับ 4.68% สวนทางกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 2 ปี สหรัฐฯ หลัง FED คงดอกเบี้ยตามคาด ส่วนประธาน FED ยังไม่ได้ส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่ออย่างชัดเจน ตามที่ตลาดคาดหวัง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ให้โอกาสราว 38% ที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้)  กดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวลดลง ทว่าบอนด์ยีลด์ระยะยาวกลับทยอยปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ในอนาคต รวมถึงความเสี่ยงด้านสูงต่อเงินเฟ้อ หลังราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้ Term Premium ของบอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับสูงขึ้น  ทั้งนี้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ซึ่งสวนทางกับคาดการณ์ของ FED ใน Dot Plot ล่าสุด และยังคงสวนทางกับคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถาบันการเงินรายใหญ่ ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า ทว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ได้ปรับตัวลงมาพอสมควรสู่ระดับ 1.90%-2.00% ซึ่งเป็นโซน Fair Value ที่เราได้ประเมินไว้ ทำให้ บอนด์ 10 ปี ไทย มีความน่าสนใจลดลงมากและเน้นย้ำให้ทยอยเข้าซื้อ เมื่อบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นเท่านั้น (เรามองว่า บอนด์ 20 ปี ไทย มีความน่าสนใจกว่า โดยเฉพาะเมื่อมองในแง่ของความชันยีลด์เคิร์ฟ แต่ต้องพร้อมยอมรับความผันผวนที่สูง)

 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง หลังตลาดรับรู้ผลการประชุม FOMC ล่าสุด ที่ FED ไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยอย่างที่ตลาดคาดหวังก่อนหน้า นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ โดยเฉพาะฝั่งยุโรป ท่ามกลางแรงขายหุ้นเทคฯ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลง สู่โซน 100.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.7-101.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดรับรู้ผลการประชุม FOMC ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวขึ้น เหนือโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกจำกัดลงจาก ความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้น และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ

 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยเราประเมินว่า BOE อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% ตามเดิม หลังอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ BOE อาจย้ำจุดยืนพร้อมปรับดอกเบี้ยนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์และอาจมีบางส่วนโหวตให้ขึ้นดอกเบี้ยได้ หลังราคาพลังงานได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาสที่ 2 ของยูโรโซน

 

ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนมิถุนายน  และรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซนในไตรมาสที่ 2

 

ทางฝั่งเอเชีย ในฝั่งไทยนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ผ่านรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลัง (Capacity Utilization) ในเดือนมิถุนายน เพื่อประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ที่อาจได้รับอานิสงส์จากกระแส AI Boom บ้าง ส่วนในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ต่อไป

 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และที่สำคัญ ควรจับตาการเคลื่อนไหวของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร

 

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

 

เราประเมินว่า ในระยะสั้น เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปก่อนได้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทั้งในส่วนของผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง BOE และ BOJ (ในวันศุกร์นี้) รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE นอกจากนี้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดต่อรอติดตามอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง จนหนุนให้ ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น โดยเราประเมินว่า เงินบาทอาจยังพอมีโซนแนวต้านในช่วง 33.75-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับนั้น ยังคงอยู่ในช่วง 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์

 

และที่สำคัญ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจน จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงอีกครั้ง ซึ่งเรามองว่า หากเทียบเคียงกับช่วงก่อนหน้าที่สหรัฐฯ ได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือน จนกว่าการปิดล้อมทางทะเลจะสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเงินต่ออิหร่านมากเพียงพอ ให้ทางการอิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจาหยุดยิง

 

เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ (หากมองใน Time Frame รายวัน การแข็งค่าขึ้นของเงินบาททะลุโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการเปลี่ยนแนวโน้มในระยะสั้นได้) เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง

 

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.40-33.65 บาท/ดอลลาร์