วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569 11:42 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 08.44 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

 

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.05 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) มีจังหวะแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.88-33.07 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลัง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม ลดลงราว -2.3 หมื่นราย แย่กว่าที่ตลาดคาดไว้ ว่าจะเพิ่มขึ้น +8.5 หมื่นราย ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) ชะลอลง โดยเพิ่มขึ้น +3.2%y/y (+0.1%m/m) ต่ำกว่าที่ตลาดคาด โดยมีเพียงอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ที่ปรับตัวลดลง สู่ระดับ 4.1% ดีกว่าคาดเล็กน้อย แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวลงต่อเนื่องของ อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานสหรัฐฯ (Participation Rate) เหลือ 61.4% ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 16% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ เงินบาทยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้สำเร็จ ก่อนทยอยอ่อนค่าลงบ้างกลับสู่โซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนยังคงเข้าซื้อเงินดอลลาร์ในจังหวะย่อตัวลง หนุนการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ก่อนที่จะปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED และปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนอีกครั้ง

สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากความหวังต่อการเจรจาหยุดยิง สหรัฐฯ กับอิหร่าน และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกรกฎาคม รวมถึง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ในรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนสิงหาคม ซึ่งจะส่งผลต่อการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของ FED ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งอาจส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้พอสมควร เช่นกัน โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 16% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้ง รอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้

ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และเศรษฐกิจอังกฤษ ผ่านรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมิถุนายน และดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) เดือนสิงหาคม

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของญี่ปุ่น ผ่านรายงาน ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกรกฎาคม เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 41% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาส 96% สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม) ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.35% หลังอัตราเงินเฟ้อในไตรมาสที่ 2 ได้ชะลอลงกว่าที่ RBA ประเมิน กอปรกับภาพเศรษฐกิจออสเตรเลียโดยรวมที่ชะลอตัวลง ทั้ง การจ้างงานและตลาดอสังหาฯ

ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งอาจทยอยปรับตัวสูงขึ้น จากอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของภาครัฐ

หรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) มีกำลังมากขึ้น และในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ตราบใดที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางไม่ได้กลับมาทวีความร้อนแรงขึ้น จนส่งผลให้ ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ออกมาตามคาด หรือ ต่ำกว่าคาด สะท้อนถึงแนวโน้มการชะลอตัวลงต่อเนื่องของอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED (ประเมินได้ในเบื้องต้น การปรับเพิ่ม/ลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยราว 50% อาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง/แข็งค่าขึ้นได้ราว 25 สตางค์ เป็นอย่างน้อย) สร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ และหนุนทั้งราคาทองคำ รวมถึงเงินบาทได้ อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน

เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down โดยอาจมีโซนแนวต้านแรกแถว 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.80 บาทต่อดอลลาร์ หรือบริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 100 วัน) ทั้งนี้ ควรติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินและส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายสัปดาห์ เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง แต่ใน Time Frame รายวัน เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่า หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าจะพลิกกลับมาอ่อนค่าทะลุโซน 33.40-33.50 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน แนวโน้มการแข็งค่าขึ้น ถึงจะกลับตัวเป็น แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk  โดยเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงต่อได้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.80-33.40 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.95-33.10 บาท/ดอลลาร์