ฝังความยั่งยืนในธุรกิจ ชู “ธรรมชาติ–คาร์บอน–เศรษฐกิจหมุนเวียน” ขับเคลื่อนเป้าหมาย 2030
วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
ฝังความยั่งยืนในธุรกิจ ชู “ธรรมชาติ–คาร์บอน–เศรษฐกิจหมุนเวียน” ขับเคลื่อนเป้าหมาย 2030
ปูนอินทรีเดินหน้าปรับโฉมแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม จาก CSR แบบดั้งเดิมที่เน้นการบริจาคและกิจกรรมเพื่อชุมชน สู่ ESG ที่ผนวกเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ หวังลดผลกระทบจากกระบวนการผลิต พร้อมฟื้นฟูธรรมชาติและสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนในระยะยาว
บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC ผู้ผลิตปูนซีเมนต์ภายใต้แบรนด์ “อินทรี” กำลังเดินหน้ากลยุทธ์ความยั่งยืนภายใต้กรอบ Sustainability Ambition 2030 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการทำ CSR ในลักษณะกิจกรรมเพื่อสังคม ไปสู่การนำ ESG เข้าไปอยู่ในกระบวนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การมองว่า “ความยั่งยืน” ไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรมที่เกิดขึ้นนอกธุรกิจ แต่ต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการผลิต ตั้งแต่การใช้ทรัพยากร การบริหารพลังงาน การลดการปล่อยคาร์บอน การจัดการของเสีย ตลอดจนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงาน
จาก CSR “การให้” สู่ ESG “การเปลี่ยนธุรกิจ”
CSR แบบดั้งเดิมมักปรากฏในรูปแบบการบริจาคเงิน สิ่งของ การสร้างอาคารเรียน การช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือกิจกรรมพัฒนาชุมชน ซึ่งยังคงมีความสำคัญต่อสังคม แต่แนวคิด ESG ของภาคธุรกิจในปัจจุบันขยับไปอีกขั้น
สำหรับธุรกิจปูนซีเมนต์ ประเด็นสำคัญคือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการปล่อยคาร์บอนจากกระบวนการผลิต ดังนั้นการทำ ESG จึงต้องย้อนกลับไปจัดการผลกระทบตั้งแต่ต้นทาง
SCCC วางกรอบ Sustainability Ambition 2030 โดยให้ความสำคัญกับ Climate & Energy, Circular Economy และ Biodiversity & Water ควบคู่กับมิติด้านสังคมและธรรมาภิบาล
นั่นหมายความว่า การวัดความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่จำนวนกิจกรรม CSR ที่จัดขึ้น แต่รวมถึงคำถามว่า บริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากเพียงใด ใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน ลดของเสียได้เท่าไร และสามารถฟื้นฟูระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบได้อย่างไร
“เหมือง” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ด้านธรรมชาติ
หนึ่งในประเด็น ESG ที่น่าจับตาของธุรกิจปูนอินทรีคือ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
เนื่องจากหินปูนเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การทำเหมืองจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้พื้นที่และระบบนิเวศ บริษัทจึงนำหลัก Mitigation Hierarchy มาใช้เป็นแนวทางจัดการผลกระทบ ได้แก่ การหลีกเลี่ยงผลกระทบ การลดผลกระทบ การฟื้นฟู และการชดเชยในกรณีที่จำเป็น
แนวทางดังกล่าวทำให้การปลูกต้นไม้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรม CSR แต่เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินงาน
ข้อมูลของบริษัทระบุว่า ในปี 2567 มีการฟื้นฟูพื้นที่ 377 ไร่ และปลูกต้นไม้ 32,646 ต้น ขณะเดียวกันมีการสำรวจพันธุ์ไม้ท้องถิ่นและนำเมล็ดพันธุ์จากพื้นที่ธรรมชาติมาเพาะขยายพันธุ์ เพื่อนำกลับไปใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ให้ใกล้เคียงระบบนิเวศดั้งเดิม
เป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มศักยภาพของเรือนเพาะชำให้สามารถเพาะพันธุ์ไม้ท้องถิ่นได้อย่างน้อย 50 สายพันธุ์ภายในปี 2573
จุดนี้สะท้อนความแตกต่างระหว่าง “ปลูกป่าเพื่อ CSR” กับ “ฟื้นฟูธรรมชาติเพื่อ ESG” อย่างชัดเจน เพราะตัวชี้วัดไม่ได้หยุดอยู่ที่จำนวนต้นไม้ แต่ขยับไปสู่เรื่อง คุณภาพของระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
ตั้งเป้า “ธรรมชาติได้มากกว่าที่เสีย”
อีกหนึ่งเป้าหมายที่น่าจับตาคือการมุ่งสู่ Net Positive Impact (NPI) ด้านความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2573
แนวคิดดังกล่าวถือเป็นการยกระดับจากการลดผลกระทบไปสู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ
กล่าวง่าย ๆ คือ ไม่ใช่เพียงถามว่า “บริษัทลดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า หลังจากดำเนินธุรกิจแล้ว บริษัทสามารถฟื้นฟูหรือสร้างคุณค่าทางธรรมชาติกลับคืนมาได้มากเพียงใด
SCCC ยังทำงานร่วมกับองค์กรด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น IUCN เพื่อพัฒนาแนวทางและแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งทำให้เรื่อง Biodiversity ขยับจากกิจกรรมปลูกต้นไม้ไปสู่การจัดการเชิงระบบ
ลดคาร์บอน ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้
อีกแกนสำคัญของ ESG คือ Climate & Energy โดยเฉพาะการลดการปล่อยคาร์บอนจากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตค่อนข้างสูง
SCCC จึงมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ใช้เชื้อเพลิงทดแทน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคาร์บอนฟุตพรินต์ต่ำลง
ข้อมูลผลการดำเนินงานปี 2568 ระบุว่า การปล่อย CO₂ อยู่ที่ประมาณ 526 กิโลกรัมต่อตันปูนซีเมนต์ ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 528 กิโลกรัม ขณะที่อัตราการใช้เชื้อเพลิงทดแทน หรือ Thermal Substitution Rate อยู่ที่ 28.9%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ESG ถูกนำมาผูกกับประสิทธิภาพการดำเนินงานจริง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่แยกออกจากธุรกิจ
“ของเสีย” เปลี่ยนเป็นทรัพยากร
อีกด้านคือ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของ Sustainability Ambition 2030
แนวคิดสำคัญคือการลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และนำวัสดุเหลือใช้หรือของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ โดยเฉพาะการนำวัสดุที่เหมาะสมเข้าสู่กระบวนการผลิตหรือใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน
ธุรกิจในกลุ่มอย่าง INSEE Ecocycle จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการจัดการของเสียและเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลับมาเป็นทรัพยากร ซึ่งช่วยทั้งลดปริมาณขยะ ลดการฝังกลบ และสนับสนุนเป้าหมายการลดคาร์บอน
นี่คืออีกตัวอย่างของการเปลี่ยนจาก CSR ที่อาจเน้น “กิจกรรมรักษ์โลก” ไปสู่ ESG ที่เข้าไปจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่ธุรกิจโดยตรง
ESG ต้องวัดผล ไม่ใช่แค่สื่อสาร
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง CSR กับ ESG คือ การกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัด
CSR แบบเดิมอาจวัดจำนวนเงินบริจาค จำนวนโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุน หรือจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้น ขณะที่ ESG ต้องวัดผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแล
สำหรับ SCCC จึงมีทั้งเป้าหมายด้านการลดคาร์บอน การใช้เชื้อเพลิงทดแทน การจัดการของเสีย การฟื้นฟูพื้นที่เหมือง ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการมีส่วนร่วมกับชุมชน
การวางเป้าหมายระยะยาวถึงปี 2573 ทำให้ ESG ไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นทิศทางที่ต้องดำเนินต่อเนื่องและสามารถติดตามความคืบหน้าได้
จาก “บริษัทที่รับผิดชอบ” สู่ “ธุรกิจที่สร้างคุณค่าร่วม”
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจยุคใหม่อย่างชัดเจน จากอดีตที่ CSR มักถูกมองว่าเป็นการ “คืนกำไรให้สังคม” สู่แนวคิดใหม่ที่ว่า การสร้างผลกำไรต้องเดินควบคู่กับการลดผลกระทบและสร้างคุณค่าให้ผู้มีส่วนได้เสีย
สำหรับปูนอินทรี โจทย์ ESG จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การช่วยเหลือชุมชน แต่ครอบคลุมตั้งแต่ เหมือง วัตถุดิบ พลังงาน โรงงาน ผลิตภัณฑ์ ของเสีย การปล่อยคาร์บอน ระบบนิเวศ ไปจนถึงคุณภาพชีวิตของชุมชน
นี่ทำให้ ESG กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “กลยุทธ์การแข่งขัน” มากกว่าจะเป็นเพียงภาพลักษณ์องค์กร
ในระยะต่อไป สิ่งที่น่าจับตาคือความสามารถของบริษัทในการเปลี่ยนเป้าหมาย ESG ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ ทั้งการลดต้นทุนพลังงาน การลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่กำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
เพราะ ESG ในวันนี้จึงไม่ใช่คำถามว่า “บริษัททำ CSR อะไร” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นคำถามว่า “บริษัทจะทำธุรกิจอย่างไรให้โลกเสียหายน้อยลง และสร้างคุณค่ากลับคืนสู่ธรรมชาติและสังคมได้มากขึ้น”
สำหรับปูนอินทรี นี่คือการเปลี่ยนผ่านจาก CSR แบบกิจกรรม สู่ ESG แบบฝังอยู่ในธุรกิจ และเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทยในทศวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่