วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 10.23 น.
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.69 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.65-32.73 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะ ถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jackson Hole Symposium ส่งผลให้ เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways เช่นกัน นอกจากนี้ ความหวังต่อการกลับมาเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อีกครั้ง รวมถึง การประกาศมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านล่าสุด ที่ไม่ได้รุนแรงอย่างที่ตลาดกังวล ได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ (แต่โดยรวมราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) อีกทั้งยังช่วยลดทอนความกังวลแนวโน้มเงินเฟ้อลงบ้าง และมีส่วนช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว ส่งผลดีต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ล่าสุด ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4,685 ดอลลาร์ต่อออนซ์
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติม เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ โดยเฉพาะ ถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jackson Hole Symposium นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังเลือกลดความเสี่ยงการถือครองหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ก่อนรับรู้รายงานผลประกอบการของ Nvidia -2.9% ในช่วง After Close ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในวันพุธ 26 สิงหาคม นี้ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค หุ้นกลุ่มค้าปลีก และกลุ่มการเงิน ทำให้ โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.26% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.28% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.76%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป รีบาวด์ขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวลงบ้างของราคาพลังงาน รวมถึงแรงขายหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของราคาแร่โลหะ อย่าง ทองคำในช่วงนี้ ส่วนหุ้นกลุ่มการเงินและสินค้าอุปโภคบริโภคของยุโรปสามารถปรับตัวขึ้นได้เช่นเดียวกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่ระดับ 4.70% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลดลง อย่างไรก็ดี การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงถูกจำกัดจากความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นบริษัท AI ต่างออกหุ้นกู้จำนวนมาก ลดทอนความสนใจต่อบอนด์ระยะยาว ทั้งนี้ เรามองว่า ในช่วงระยะสั้นนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเคลื่อนไหว Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ทว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถใช้จังหวะที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4.70% อีกครั้ง ในการทยอยเข้าซื้อได้ โดย เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจาก เราคงมุมมองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า อย่างไรก็ดี เราอาจจำเป็นต้องปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ใหม่อีกครั้ง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางรุนแรงขึ้นชัดเจน จนราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง (ราคาน้ำมันดิบ เกินหรืออยู่แถว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) นานกว่าคาด
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอลุ้น ทั้ง รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jackson Hole Symposium ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 99 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความหวังต่อแนวโน้มการกลับมาเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงจังหวะย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และเงินดอลลาร์ ได้พอช่วยพยุงให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4,740 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่าการปรับตัวขึ้นต่อของราคาทองคำอาจถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนสิงหาคม (เน้นข้อมูลเกี่ยวกับภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง Labor Market Differential ที่เทียบระหว่าง Jobs Plentiful vs Hard to Get) ดัชนีภาวะภาคธุรกิจโดย FED สาขา อย่าง ดัชนีภาวะภาคธุรกิจการผลิตและภาคการบริการ โดย Richmond FED เป็นต้น รวมถึง ข้อมูล ตลาดบ้าน อย่าง ยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) เดือนกรกฎาคม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนสิงหาคม
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มมีสัญญาณของการกลับมาเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าโดยรวมสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยโซนแนวต้านสำคัญจะอยู่ในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่บริเวณ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.30 บาทต่อดอลลาร์) เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองอย่างชัดเจน จนกว่าจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อย่าง อัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และไฮไลท์สำคัญในสัปดาห์นี้ อย่าง ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงาน Jackson Hole Symposium นอกจากนี้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทนั้น อาจไม่เกิดขึ้นได้ง่ายนัก จนกว่าตลาดจะปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ ว่า FED อาจคงดอกเบี้ยในปีนี้ (ล่าสุด ตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้) และสถานการณ์ในตะวันออกกลางต้องทยอยคลี่คลายลงจริง
ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเคลื่อนไหวผันผวนไปตามทิศทางราคาทองคำ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา โฟลว์ธุรกรรมทองคำได้มีผลกระทบต่อเงินบาทพอสมควร นอกจากนี้ เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามแรงขายสินทรัพย์ไทยของบรรดานักลงทุนต่างชาติในช่วงนี้ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง จากปัจจัยกดดัน เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังถูกจำกัดอยู่แถวโซนแนวต้านได้ โดยเงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ชัดเจน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น หรือรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด (สูงกว่าคาดในส่วนของเงินเฟ้อ) จนทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อว่า FED อาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยพอสมควร
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.55-32.80 บาท/ดอลลาร์