วันอังคาร ที่ 08 กันยายน พ.ศ. 2569, 08.49 น.
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.88 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways หลังจากทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงวันก่อนหน้า (แกว่งตัวในกรอบ 32.83-32.91 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ทว่า เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ซึ่งได้อานิสงส์จากการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังผู้เล่นในตลาดยังคงทยอยปรับลดสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่าลง) เพิ่มเติม ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่นทะลุโซนแนวรับสำคัญ จนนำไปสู่ การ Stop Loss/Cut Loss ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน นอกจากนี้ จังหวะอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังพอช่วยหนุนการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันหยุด Labor Day ทว่า ความกังวลต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อภาพการ Unwind JPY-Carry Trade หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ได้กดดันบรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ บ้าง สะท้อนผ่านการปรับตัวลงของสัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ทั้งนี้ บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจพอได้แรงหนุนบ้าง จากรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ยังคงออกมาสดใส ดีกว่าคาด
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ทรงตัว แทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยบรรยากาศในตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และ สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ทว่า ภาพดังกล่าวได้ช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรปผ่านการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +2.3% ตอบรับรายงานผลประกอบการของหุ้นกลุ่มดังกล่าวที่ยังคงสดใส สะท้อนความต้องการชิปที่ขยายตัวต่อเนื่อง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวแถวโซน 4.79% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย โดยผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ อนึ่ง เราคงมองว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจากระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวปัจจุบัน สามารถรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ FED อาจ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง ซึ่ง FED อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.00% ได้ โดยระดับดังกล่าวต่ำกว่า จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.20%-5.30% และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย หลังเงินเยนญี่ปุ่นยังคงแข็งค่าขึ้น เข้าใกล้โซน 153.50 เยนต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ท่ามกลาง สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูงและมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.8-99.0 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ยังคงหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ปรับตัวขึ้นเหนือโซน 4,460 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน รายสัปดาห์ โดย ADP เพื่อประกอบการประเมินภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ที่สำรวจโดย New York FED
ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางหลัก
ทางฝั่งเอเชีย ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของจีน ในเดือนสิงหาคม
และในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ในเดือนสิงหาคม ที่อาจปรับตัวสูงขึ้น หนุนโดยอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจชะลอลงบ้าง แถวโซนแนวรับ 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดอาจต้องการรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้ง ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และอัตราเงินเฟ้อ CPI อีกทั้ง การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ควรจะชะลอลง แต่เรายอมรับว่า โมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่นยังคงมีกำลังอยู่ และเงินเยนญี่ปุ่นยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นได้ ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดโดยเฉพาะในส่วนของฝั่ง Short JPY ( มองเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง) ดังที่เราได้ระบุในสัปดาห์ก่อนหน้า ว่า “หากเงินเยนญี่ปุ่น สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 155 เยนต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน ทาง JPM ได้ประเมินว่า ภาพดังกล่าวอาจหนุนให้ เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นต่อทดสอบโซน 150 เยนต่อดอลลาร์ หรือต่ำกว่า ได้” ซึ่งหากเงินเยนญี่ปุ่นยังคงแข็งค่าขึ้นต่อ อาจช่วยหนุนเงินบาทผ่านแรงกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง นอกจากนี้ ต้องจับตาโฟลว์ธุรกรรมเกี่ยวกับเงินเยนญี่ปุ่น (JPYTHB) ของบรรดาผู้เล่นในตลาดฝั่งไทย หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้แข็งค่าขึ้นพอควรเมื่อเทียบกับเงินบาท สู่โซน 21.30 บาทต่อ 100 เยนต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานจะยังคงเป็นปัจจัยกดดันเงินบาท และอาจช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้บ้าง โดยเราประเมินว่า หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง การอ่อนค่าของเงินบาทอาจติดแถวโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์)
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายสัปดาห์ (เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเช่นกัน ใน Time Frame รายวัน หลังแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน)
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-32.95 บาท/ดอลลาร์