วันพุธ ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2569, 10.13 น.
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.92 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.87-32.95 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงทวีความร้อนแรงขึ้น จนหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ Brent เข้าใกล้โซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่โดยรวมเงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ซึ่งได้อานิสงส์จากการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่ของตลาดการเงินเอเชีย (ตามเวลาประเทศไทย) หลังรัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ Scott Bessent ได้กล่าว “I am the house now” เพื่อส่งสัญญาณต่อผู้เล่นในตลาดว่า ไม่ควรท้าทายความพยายามในการช่วยให้เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นระหว่างทางการสหรัฐฯ กับทางการญี่ปุ่น ส่งผลให้ล่าสุด เงินเยนญี่ปุ่นได้แข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซน 153 เยนต่อดอลลาร์ จากระดับราว 154.50 เยนต่อดอลลาร์ ในช่วงก่อนรับรู้ถ้อยแถลงดังกล่าว
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อภาพการ Unwind JPY-Carry Trade ซึ่งอาจสร้างแรงขายต่อบรรดาสินทรัพย์เสี่ยง อย่าง หุ้นธีม AI/Semiconductor ได้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -1.18% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.58% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.32%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ทรงตัว แทบไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าโดยรวมบรรยากาศในตลาดหุ้นยุโรปจะถูกแรงกดดัน จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงขึ้น ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงนี้ อนึ่ง ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามแรงขายหุ้นกลุ่ม Healthcare โดยเฉพาะ Novartis -10.9% หลังบริษัทรายงานผลการทดลองยาที่น่าผิดหวัง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวแถวโซน 4.79% หลังผู้เล่นในตลาดต่างคงรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ขณะเดียวกัน ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินได้ช่วยลดทอนแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จากความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ หลังราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อนึ่ง เราคงมองว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) เนื่องจากระดับบอนด์ยีลด์ระยะยาวปัจจุบัน สามารถรองรับความเสี่ยงในกรณีที่ FED อาจ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง โดย FED อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ ทำให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.00% ได้ ซึ่งระดับดังกล่าวต่ำกว่า จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.20%-5.30% และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานและกดดันบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 98.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99.0 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าเงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลง ทว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) กลับปรับตัวลดลงต่อเนื่องเกิน -1% สู่โซน 4,390 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจหนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชน รายสัปดาห์ โดย ADP เพื่อประกอบการประเมินภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานภาวะตลาดพลังงานในระยะสั้น (Short-Term Energy Outlook) โดยทาง EIA ซึ่งรายงานดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาพลังงานได้
ทางฝั่งเอเชีย ไฮไลท์สำคัญยังคงอยู่ที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีน อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนสิงหาคม ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะ ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI และอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ โดยในเบื้องต้น เราประเมินว่า เงินบาทจะยังคงมีโซนแนวรับแถว 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวต้านจะอยู่ในช่วง 32.95-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรงอยู่ และหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อเงินบาท จนกว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงบ้าง (ซึ่งเรากังวลใจว่า โอกาสที่สถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น อาจสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ หลังกลยุทธ์การตอบโต้ของฝั่งอิหร่านและพันธมิตร Axis of Resistance อย่าง Houthi มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน) ซึ่งแม้ว่า ในช่วงสัปดาห์นี้ เงินบาทจะได้แรงหนุนบ้าง จากอานิสงส์การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น แต่เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อาจชะลอลง และในช่วงระหว่างวันเงินเยนญี่ปุ่นเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง ซึ่งอาจช่วยชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท อย่างไรก็ดี เรามองว่า ถ้อยแถลง “I am the house now” ของรัฐมนตรีคลังฯ สหรัฐฯ Scott Bessent เป็นสิ่งที่ควรทำให้ ผู้เล่นในตลาดระวังความผันผวนของเงินเยนญี่ปุ่นที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งเตรียมรับมือกับการแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติมของเงินเยนญี่ปุ่น และความเสี่ยงที่หากเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้น เร็ว แรง ในระยะสั้น อาจยิ่งกระตุ้นการปรับลดสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดโดยเฉพาะในส่วนของฝั่ง Short JPY ( มองเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง) จนนำไปสู่ภาพการ Unwind JPY-Carry Trade ได้ (แนะนำ ควรอ่านเพิ่มเติมในงานวิจัยของ IMF “The Anatomy of Sudden Yen Appreciations”)
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” แต่หากเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเป็นการกลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายสัปดาห์ (เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเช่นกัน ใน Time Frame รายวัน หลังแข็งค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน)
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.00 บาท/ดอลลาร์