วันอังคาร ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569, 08.38 น.
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.23 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.23 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.15-33.32 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.30 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรง รวมถึงจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า เงินบาทได้ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังเงินดอลลาร์ได้ย่อตัวลง พร้อมกับการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันสำเร็จรูป อย่าง ดีเซล จากความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในช่วงที่ผ่านมา อาจลดระดับความร้อนแรงและคลี่คลายลงบ้าง
บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) จากปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้ง ความกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และ ความกังวลต่อทิศทางการพัฒนาและลงทุนใน AI สร้างแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia -3.4% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง Alphabet +3.2% และหุ้นกลุ่ม Defensive อย่าง Healthcare และสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.29% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.48% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.56%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.49 % กดดันโดยแรงขายหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ไม่ต่างกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ นำโดย ASML -6.1% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่ยังคงได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% ก่อนที่จะย่อตัวลงบ้าง แต่ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับดังกล่าว โดยปัจจัยกดดันบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ยังคงเป็นความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ FED รวมถึงปัจจัยเดิมอย่าง ความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ ทว่า ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่เริ่มทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวได้ช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ แม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% แต่เราประเมินว่า ระดับบอนด์ยีลด์ล่าสุดมี จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.30% ซึ่งสามารถรองรับกรณีที่ FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดกำลังคาดหวัง (ราว 4 ครั้ง ภายในปีหน้า) และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างตามภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่าเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลงเล็กน้อยตาม จังหวะย่อตัวลงของราคาพลังงาน กอปรกับบรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ทยอยฟื้นตัวขึ้นบ้าง ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่รีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอรับรู้ผลการประชุม FOMC ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 99.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.3-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ทว่า ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ยังคงกดดันให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) แกว่งตัวแถวโซน 4,310-4,360 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP รวมถึงดัชนีภาคการผลิตโดย New York FED (Empire Manufacturing Index) ในเดือนกันยายน พร้อมรอลุ้น ผลการประมูลบอนด์ 20 ปี ของสหรัฐฯ ที่อาจสร้างความผันผวนต่อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้
ทางฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานข้อมูลตลาดแรงงานอังกฤษ ทั้งในส่วนของยอดการจ้างงานและอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ที่จะส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า BOE มีโอกาสถึง 74% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 5 ครั้ง ภายในสิ้นปี 2027
ในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) พร้อมรอติดตาม การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ระยะยาวญี่ปุ่น หลังรับรู้ผลการประมูลบอนด์ 20 ปี
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
ในช่วงระหว่างวัน เราคงมุมมองเดิมว่า ตราบใดที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายลงได้ และราคาพลังงานยังเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีโซนแนวต้านในช่วง 33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์) เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก เพื่อรอลุ้น ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง ทั้ง FED, BOE และ BOJ ในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ เราประเมินว่า บริเวณดังกล่าว อาจมีผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์
ทั้งนี้ เรามองว่า บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมล่าสุด ได้ถูกจุดประเด็นโดยความกังวลต่อแนวโน้มการพัฒนาและลงทุนใน AI ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่แม้จะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยบ้าง แต่เรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจรอจังหวะทยอยเข้าซื้อหุ้นไทย ที่มีความเป็น Old Economy มากกว่าได้ นอกจากนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ระยะกลาง-ยาวของไทย ได้ปรับตัวขึ้นพอสมควรและมีความน่าสนใจมากขึ้น จนอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติบางส่วนรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ไทยบ้าง ซึ่งแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้เช่นกัน ทว่า เงินบาทจะยังไม่สามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะลดความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED และบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งต้องเห็นพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดีขึ้น โดยในระยะสั้น เรามองว่า เงินบาทจะยังมีโซนแนวรับแถว 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์)
อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดยังคงต้องจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของทั้งราคาทองคำและเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อเงินบาทพอสมควร
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” ใน Time Frame รายสัปดาห์ แต่กลับมาอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายวัน หลังอ่อนค่าทะลุโซน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.35 บาท/ดอลลาร์