วันพุธ ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2569, 09.01 น.
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.31 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) อ่อนค่าลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.24-33.32 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงร้อนแรง รวมถึงจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ขณะที่ ราคาทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะในช่วงราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นขอเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์ที่ชัดเจน มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.10-33.50 บาท/ดอลลาร์
สรุปความเคลื่อนไหวตลาดการเงินโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังร้อนแรงอยู่ได้หนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาพลังงาน (การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานช่วยพยุงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้บ้าง) ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.6% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.4% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -0.8%
ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.3 % กดดันโดยการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาพลังงาน ที่แม้จะช่วยหนุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ทว่ากลับสร้างแรงกดดันต่อบรรดาหุ้นยุโรปในกลุ่มอื่นๆ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม ที่ทยอยรายงานยอดขายและผลประกอบการที่น่าผิดหวัง อาทิ Hermes -2.8% และ LVMH -2.6%
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนแถวโซน 5.00% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC โดยเฉพาะในส่วนของ Dot Plot ใหม่ ที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดบอนด์ได้อย่างมีนัยสำคัญ หลังผู้เล่นในตลาดต่างมีสถานะ Short บอนด์ระยะยาว (และ Pay Rates หรือมองดอกเบี้ยขึ้น) เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและมุมมองของผู้เล่นในตลาดบางส่วนที่เริ่มทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวได้ช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ แม้ว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5.00% แต่เราประเมินว่า ระดับบอนด์ยีลด์ล่าสุดมี จุด Break-Even Yield (ระดับบอนด์ยีลด์ที่ทำให้ การถือครองจากระดับปัจจุบันจะเริ่มขาดทุนในภาพของผลตอบแทนรวม) ของบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่อาจสูงถึง 5.30% ซึ่งสามารถรองรับกรณีที่ FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดกำลังคาดหวัง (ราว 4 ครั้ง ภายในปีหน้า) และที่สำคัญ เรามองว่า การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในปีหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up หนุนโดยภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่รีบปรับสถานะถือครอง เพื่อรอรับรู้ผลการประชุม FOMC อีกทั้งการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เคลื่อนไหวผันผวนในด้านแข็งค่าขึ้นบ้างในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย สู่โซน 99.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.5-99.7 จุด)
ทองคำ – แม้บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) และช่วยพยุงราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ได้บ้าง ทว่า โดยรวมราคาทองคำยังคงเผชิญแรงกดดันจาก ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก และจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้ โดยรวมราคาทองคำ แกว่งตัวแถวโซน 4,320 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของ FED (รับรู้ในช่วง 01.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ ตามเวลาประเทศไทย) ที่เรามองว่า คณะกรรมการ FOMC อาจมีมติ 7-5 ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามที่ตลาดต่างคาดหวัง ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาการส่งสัญญาณต่อแนวโน้มนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ผ่านถ้อยแถลงของประธาน FED ในช่วง Press Conference และ คาดการณ์ดอกเบี้ย (Dot Plot) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนสิงหาคม และข้อมูลยอดสต็อกน้ำมันของสหรัฐฯ โดย EIA
ทางฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของอังกฤษ ในเดือนสิงหาคม ที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า BOE มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเกือบ 5 ครั้ง ภายในปี 2027
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่อาจส่งผลต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เราคงมุมมองเดิมว่า ตราบใดที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายลงได้ และราคาพลังงานยังเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้น เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจมีโซนแนวต้านในช่วง 33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์) เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจยังคงไม่รีบปรับสถานะถือครองที่ชัดเจนนัก เพื่อรอลุ้น ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง ทั้ง FED, BOE และ BOJ ในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ เราประเมินว่า บริเวณดังกล่าว อาจมีผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ และที่สำคัญ เรามองว่า ควรจับตา การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิด หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้ทยอยอ่อนค่าลงในช่วงระยะสั้นนี้ ซึ่งเงินเยนญี่ปุ่นเผชิญความเสี่ยง Two-way risk เช่นเดียวกับเงินบาท ขึ้นกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้ง FED และ BOJ
อนึ่ง ก่อนจะรับรู้ผลการประชุม FOMC เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงได้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของอังกฤษ ชะลอลงหรือออกมาต่ำกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส BOE ขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งจะกดดันให้เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อ่อนค่าลง พร้อมหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้บ้าง
ส่วนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม FOMC นั้น เรามองว่า ควรเตรียมรับมือความผันผวนของตลาดการเงินที่จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าสถิติในอดีตในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา จะชี้ว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนในกรอบ +/-1 SD ในช่วง +0.3%/-0.08% หลังรับรู้ผลการประชุม FOMC 30 นาที และอาจแกว่งตัวในกรอบถึง +0.4%/-0.1% หลังรู้ผลการประชุม FOMC ราว 1 ชั่วโมง ซึ่งจะผ่านช่วง Press Conference ที่จะเริ่มราว 30 นาที หลังประกาศผลการประชุม FOMC แต่ในการประชุมครั้งนี้ ตัวแปรสำคัญจะอยู่ที่ Dot Plot ใหม่ว่าจะสะท้อนถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ได้มากน้อยเพียงใด รวมถึง ถ้อยแถลงของประธาน FED ในช่วง Press Conference โดยหาก Dot Plot ใหม่ สะท้อนถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่น้อยกว่ามุมมองของตลาดล่าสุด ซึ่งคาดหวังว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 3-4 ครั้ง ภายในปีหน้า (รวมในการประชุมเดือนกันยายนนี้) เรามองว่า เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวลง ช่วยหนุนราคาทองคำ ส่วนเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 33.00-33.10 บาทต่อดอลลาร์ ได้ แต่หาก Dot Plot ใหม่สะท้อนถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยใกล้เคียง หรือมากกว่าที่ตลาดคาดหวังบ้าง รวมถึง ประธาน FED อาจส่งสัญญาณในเชิง Hawkish พร้อมขึ้นดอกเบี้ยต่อ อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย “ทุกครั้ง” ในการประชุมที่เหลือของปีนี้ (ตุลาคมและธันวาคม) หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ส่วนบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงพอควร เช่นเดียวกับเงินบาทที่อาจอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” ใน Time Frame รายสัปดาห์ แต่กลับมาอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ใน Time Frame รายวัน หลังอ่อนค่าทะลุโซน 33.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.10-33.50 บาท/ดอลลาร์