วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569 12:32 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.45 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.45 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.45 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.25 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.24-33.47 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น (ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ขณะเดียวกัน ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ที่ย้ำจุดยืนพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ โดยเฉพาะในการประชุม FOMC เดือนตุลาคม ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ เงินบาทยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากการปรับตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่เผชิญทั้งแรงกดดันจากแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว อย่าง บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.30-33.60 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงร้อนแรงขึ้น ลดโอกาสเกิดการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านอย่างเป็นรูปธรรมในระยะสั้นนี้ นอกจากนี้ บรรดาหุ้นเทคฯ ต่างเผชิญแรงขาย ตามการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้ง ผลการประมูลบอนด์ 5 ปี ล่าสุด ยังออกมาน่าผิดหวัง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวลง -0.7% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.8% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวลง -1.1%

ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.4% กดดันโดยความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงร้อนแรงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มโอกาสบรรดาธนาคารกลางหลักฝั่งยุโรปเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน เช่นเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.12% หลังผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ตามความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงร้อนแรงขึ้น กอปรกับรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของสหรัฐฯ เดือนกันยายน ได้ออกมาดีกว่าคาดชัดเจน นอกจากนี้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังถูกกดดันเพิ่มเติม ตามความผิดหวังต่อผลการประมูลบอนด์ 5 ปี ล่าสุด แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.00%

ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของสหรัฐฯ ล่าสุด ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ซึ่งคงย้ำจุดยืนพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ อีกทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงร้อนแรงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.8-101.3 จุด)

ทองคำ – ความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก หลังราคาพลังงานปรับตัวขึ้น ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงขึ้น กอปรกับการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ปรับตัวลดลงสู่โซน 4,325 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) รวมถึง ข้อมูลตลาดบ้าน อย่าง ยอดขายบ้านใหม่ (New Home Sales) และดัชนีภาวะภาคธุรกิจของบรรดา FED สาขาต่างๆ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และรอลุ้น ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 7 ปี 

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนกันยายน พร้อมรอ จับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคารกลางหลักยุโรป

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูง หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือแม้จะมีการทำ Rate Check ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน 

Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options

ในช่วงระหว่างวัน บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อาจสร้างแรงกดดันด้านอ่อนค่าต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย เปิดความเสี่ยงที่เงินบาทอาจอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะหากบรรดานักลงทุนต่างชาติกลับมาทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมอีกครั้ง อย่างไรก็ดี บรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะเงินหยวนจีน อาจพอได้อานิสงส์บ้าง ตามพัฒนาการของการเจรจาสุดยอดผู้นำระหว่างสหรัฐฯ กับจีน (Trump-Xi Summit) ล่าสุด ที่ได้ข้อสรุปว่า ทางฝั่งสหรัฐฯ จะขยายเวลาพักมาตรการภาษีนำเข้าต่อจีนไปอีก 2 เดือน และอาจพิจารณาปรับลดเพดานอัตราภาษีนำเข้ากับสินค้าจีน ซึ่งภาพดังกล่าวอาจพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้เช่นกัน ทั้งนี้ เราคงมองว่า ควรติดตามผลการเจรจา Trump-Xi Summit อย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินเอเชียและบรรดาสกุลเงินเอเชียได้

นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิด หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ ที่เคยเป็นโซนที่บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า ทางการญี่ปุ่นได้เข้าทำการ Rate Check ล่าสุด จนทำให้ เงินเยนญี่ปุ่นมีจังหวะแข็งค่าขึ้น ในช่วงปลายสัปดาห์ก่อนหน้า โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทไว้แถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ หรืออาจอ่อนค่าเหนือโซนดังกล่าวเล็กน้อย ซึ่งผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ อย่างฝั่งผู้ส่งออก ต่างรอทยอยขายเงินดอลลาร์ในแถวแนวต้านดังกล่าวเช่นกัน

ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “แข็งค่าขึ้น” ใน Time Frame รายสัปดาห์ จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน ส่วนใน Time Frame รายวัน เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” จนกว่าจะสามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน อีกครั้ง