วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569 11:48 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”

วันอังคาร ที่ 06 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 10.30 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.66-33.71 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะได้แรงหนุนบ้าง ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ โดยเงินดอลลาร์เผชิญแรงกดดันจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คลายกังวลแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED หลังดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ เดือนกันยายน ชะลอลงสู่ระดับ 54.9 จุด ต่ำกว่าที่ตลาดมองไว้ 55.1 จุด กอปรกับการปรับตัวลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงต่อเนื่องของราคาทองคำ (XAUUSD) ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.55-33.80 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง หลังราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลง กอปรกับการชะลอตัวลงของดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ ช่วยคลายความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง หนุนให้บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ต่างปรับตัวขึ้น อาทิ Nvidia +2.1% อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ที่จะรับรู้มากขึ้นในช่วงสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.2% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.7% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +1.7%

ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.4% หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงินยุโรป รวมถึงการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของหุ้นกลุ่มพลังงาน อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากประเด็นความกังวลเสถียรภาพการคลังและความไม่แน่นอนของการเมืองฝรั่งเศส ที่ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาวฝรั่งเศสพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของการเมืองสเปนได้เป็นอีกปัจจัยที่กดดันบรรยากาศตลาดหุ้นยุโรป หลังนายกฯ Pedro Sanchez ประกาศเลือกตั้งก่อนกำหนด (Snap Election)

 

ตลาดบอนด์ – แม้ในช่วงแรกบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซน 5.35% ทว่า จังหวะปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ กอปรกับแรงซื้อ Buy on Dip บอนด์ระยะยาวของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้เล่นรายย่อย (สะท้อนจากโฟลว์เข้าซื้อ ETF บอนด์ระยะยาวในช่วงนี้) ได้ช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก่อนที่จะทรงตัวแถวระดับ 5.30% แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps

ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ย่อตัวลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ตามรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด และการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดได้เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ลดความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์ลงบ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลง สู่โซน 102.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 102.1-102.4 จุด)

ทองคำ – แม้ผู้เล่นในตลาดจะคลายกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักบ้าง ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงาน อีกทั้ง เงินดอลลาร์ได้ทยอยย่อตัวลง ทว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ยังคงเผชิญแรงกดดันจากจังหวะการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว (ที่ถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยความกังวลต่อเสถียรภาพการคลัง) รวมถึงภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทำให้ ราคาทองคำทยอยปรับตัวลดลงสู่โซน 4,160-4,170 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมิน แนวโน้มดอกเบี้ย FED นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานภาวะและแนวโน้มตลาดพลังงาน โดยทาง EIA (Short-term Energy Outlook)

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และ BOE เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของทั้งสองธนาคารกลางหลักยุโรป พร้อมทั้งรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน ผ่านรายงาน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนสิงหาคม

ทางฝั่งเอเชีย ในช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันพุธนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้างญี่ปุ่น (Wage Growth) ที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้

ในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน โดยเราประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.17% (+0.6%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 1.60% ตามผลของราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเดือนกันยายน และการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาอาหาร ทั้งในส่วนของเนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน รวมถึง ราคาอาหารสำเร็จรูปตามการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการและอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทว่า การปรับลดค่ากระแสไฟฟ้าจะช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อบ้าง

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด รวมถึงประเด็นการเมืองยุโรป พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูง หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือแม้จะมีการทำ Rate Check ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน 

Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options

ในช่วงระหว่างวัน บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท รวมถึงบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชียได้บ้าง ตราบใดที่ราคาพลังงานไม่ได้พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งต้องรอจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเรามองว่า หากผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยง อาจเห็นแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติที่ชะลอลง (แต่อาจยากที่จะเห็นการกลับเข้ามาซื้อสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง จนกว่าตลาดจะคลายกังวลประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลางและภาวะน้ำท่วมของไทย) ทำให้การอ่อนค่าของเงินบาทอาจจำกัดในโซนแนวต้านแรกแถว 33.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านสำคัญ 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์) อย่างไรก็ดี เรายอมรับว่า เงินบาทยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าอยู่ หลังราคาทองคำ (XAUUSD) ยังคงอยู่ในแนวโน้มขาลง ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ ทำให้ยังคงมีความเสี่ยงที่ราคาทองคำอาจปรับตัวลงต่อทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 3,900-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะทำให้เงินบาทอาจอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก

นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินยูโร (EUR) ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมืองฝรั่งเศสและสเปน ที่อาจเป็นปัจจัยกดดันเงินยูโรและหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (รวมถึงสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ) ในช่วงนี้ พร้อมกันนั้น ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิด หลัง เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงใกล้โซน 158 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ซึ่งมักจะเป็นโซนที่ผู้เล่นในตลาดอาจปรับสถานะถือครองบ้าง จากความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ทำให้เงินเยนญี่ปุ่นมักจะมีจังหวะกลับมาแข็งค่าขึ้น หลังอ่อนค่าทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท

ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ