วันพุธ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2569 11:41 น.

การเงิน หุ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.62 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”

วันพุธ ที่ 07 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.62 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.62 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.56-33.65 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบในช่วงแรก ทว่าความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังมีรายงานข่าว อิหร่านกลับมาโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันมากขึ้น อีกครั้ง ได้ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์ ได้ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อ เงินบาท ทั้งนี้ เงินบาทยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังราคาทองคำ (XAUUSD) ยังพอมีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน รวมถึงถ้อยแถลงของ ประธานธนาคารกลางเยอรมนี Joachim Nagel ที่ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้รัฐบาล กอปรกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ จะสร้างแรงจูงใจให้บรรดาธนาคารกลางทยอยสะสมทองคำมากขึ้น

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง  33.55-33.75 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทอยยเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการของบรรดาหุ้นกลุ่ม AI/Semiconductor ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม ทำให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.5% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.6% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.4%

ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.5% หนุนโดยการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ เกือบตลอดช่วงการซื้อ-ขาย ก่อนที่ราคาน้ำมันดิบจะรีบาวด์ขึ้น ตามความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศในตลาดหุ้นยุโรปในช่วงท้ายของการซื้อ-ขาย ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ท่ามกลาง ประเด็นความกังวลเสถียรภาพการคลังและความไม่แน่นอนของการเมืองฝรั่งเศส รวมถึง ความไม่แน่นอนของการเมืองสเปน ที่จะมีการเลือกตั้งก่อนกำหนดในช่วงเดือนพฤศจิกายน

ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ผันผวนในกรอบ 5.25%-5.30% ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนไปตามความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ไม่ได้ปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ กอปรกับแรงซื้อ Buy on Dip บอนด์ระยะยาวของผู้เล่นในตลาด ยังคงช่วยจำกัดและชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทั้งนี้ แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.25% โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps

ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แม้จะเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้กลับมาหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 101.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.7-102.1 จุด)

ทองคำ – ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวผันผวน ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายัง เงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ระยะยาวและราคาทองคำ นอกจากนี้ ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด กอปรกับถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางเยอรมนี ที่ระบุว่า หนี้รัฐบาลและความวุ่นวายทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น จะหนุนการสะสมทองคำของบรรดาธนาคารกลาง ทำให้โดยรวม ราคาทองคำสามารถทรงตัวแถวโซน 4,190 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมิน แนวโน้มดอกเบี้ย FED นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ระยะ 1 ปี ของทาง New York FED พร้อมทั้ง รอลุ้นผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี

ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ทางการเมืองของฝรั่งเศสและสเปน ที่อาจสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินยุโรปได้ในช่วงระยะสั้น

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงกลับมาร้อนแรงขึ้นในช่วงนี้ อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่เสี่ยงผันผวนสูง หากมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือแม้จะมีการทำ Rate Check ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีการเข้าแทรกแซงค่าเงิน 

Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options

ในช่วงระหว่างวัน เรากังวลว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น อาจสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน และสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทได้ หากราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเงินบาทอาจอ่อนค่าลงเพิ่มเติมจนทดสอบโซนแนวต้านแรกแถว 33.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านสำคัญ 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์) หากราคาทองคำพลิกกลับมาย่อตัวลงอีกครั้ง ซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ราคาทองคำจะสามารถทรงตัวเหนือโซนแนวรับระยะสั้น อย่างช่วง 4,100-4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้หรือไม่ เพราะหากราคาทองคำปรับตัวลงจากโซนดังกล่าว จะเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาทองคำอาจปรับตัวลงต่อทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 3,900-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะทำให้เงินบาทอาจอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33.85-34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก

นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า ควรติดตามการเคลื่อนไหวของเงินยูโร (EUR) ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมืองฝรั่งเศสและสเปน ที่อาจเป็นปัจจัยกดดันเงินยูโรและหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ (รวมถึงสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ) ในช่วงนี้ พร้อมกันนั้น ควรจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อย่างใกล้ชิด หลัง เงินเยนญี่ปุ่นได้อ่อนค่าลงทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ซึ่งมักจะเป็นโซนที่ผู้เล่นในตลาดอาจปรับสถานะถือครองบ้าง จากความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ทำให้เงินเยนญี่ปุ่นมักจะมีจังหวะกลับมาแข็งค่าขึ้น หลังอ่อนค่าทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ โดยหากเงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง จะช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท

ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ