วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 10.42 น.
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.63 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.63 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.65 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวน (แกว่งตัวในกรอบ 33.55-33.66 บาทต่อดอลลาร์) ตามกระข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเร็วเข้าใกล้โซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ตามข่าวว่า สหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้กลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้งและการเจรจามีความคืบหน้ามากขึ้น ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) รีบาวด์สูงขึ้นทดสอบโซน 4,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ในตลาดการเงินจะพลิกกลับตรงข้าม หลังมีการยืนยันจากทางการอิหร่านว่า กระแสข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ กดดันทั้ง ราคาทองคำและค่าเงินบาท นอกจากนี้ ราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามการทยอยกลับมาเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.50-33.70 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มทยอยเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติม หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่ม Healthcare ทว่า การย่อตัวลงบ้างของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +1.0% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.3% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ย่อลงเล็กน้อย -0.02%
ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลง -0.1% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่ม Healthcare เช่นเดียวกับฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทว่า บรรยากาศในตลาดหุ้นยุโรปกลับถูกกดดันจากทั้งความวุ่นวายของสถานการณ์การเมืองฝรั่งเศส รวมถึง การปรับตัวลงของหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML -2.7% รวมถึง หุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาพลังงานปรับตัวลดลง ตอบรับกระแสข่าวลือ ว่า สหรัฐฯ กับอิหร่านได้กลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้งและการเจรจามีความคืบหน้ามากขึ้น
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน ไร้ทิศทางที่ชัดเจน ตามกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ล่าสุดความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงยังคงเป็นเพียงข่าวลือ ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีจังหวะปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 5.13% อีกครั้ง นอกจากนี้ การทยอยเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% (หากกังวลต่อแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว อาจพิจารณาทยอยเข้าลงทุน ทุกๆ การปรับตัวขึ้นราว +25bps ได้) โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวผันผวนและโดยรวมอ่อนค่าลงบ้าง ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ที่อาจส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ก่อนที่จะปรับสถานะถือครองเงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อลงเล็กน้อย สู่โซน 101.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.5-101.9 จุด)
ทองคำ – กระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ส่งผลให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) เคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยมีจังหวะปรับตัวขึ้นทดสอบเข้าใกล้โซน 4,180 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะย่อตัวลงเร็ว กลับสู่โซน 4,130 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังมีการยืนยันว่า กระแสข่าวการเจรจาดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานยอดสต็อกน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯ โดย EIA พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้
ทางฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของอังกฤษ ในเดือนกันยายน ซึ่งจะสะท้อนถึงแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้หลังวันก่อนหน้า บรรดาเจ้าหน้าที่ BOE ได้ส่งสัญญาณสนับสนุนการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ BOE ตามภาพตลาดแรงงานอังกฤษที่ไม่ได้ชะลอตัวลงมากนัก ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ไม่รวมโบนัสยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB เช่นกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองยุโรป ที่ส่งผลให้ตลาดการเงินยุโรป โดยเฉพาะฝั่งตลาดบอนด์ผันผวนหนัก
ในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า BI อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 6.00% เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินอินโดนีเซียรูเปียะห์ (IDR) ท่ามกลางความกังวลต่อปรับลดสถานะของตลาดหุ้นอินโดนีเซีย โดย MSCI ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลงรุนแรง และเกิดแรงขายสินทรัพย์อินโดนีเซีย สร้างแรงกดดันต่อค่าเงิน IDR ในช่วงที่ผ่านมา
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ยังคงเสี่ยงผันผวนสูงในระยะสั้น
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันบ้าง หลังราคาทองคำมีจังหวะย่อตัวลง พร้อมกับการทยอยรีบาวด์ขึ้นของทั้งราคาน้ำมันดิบและเงินดอลลาร์ จากการยืนยันข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เป็นเพียงข่าวลือ ทำให้ตลาดการเงินยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของสถานกาณณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า แรงกดดันเงินบาทด้านอ่อนค่า อาจถูกชะลอลงบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินเอเชีย ทยอยกลับสู่ภาวะเปิดรับความเสี่ยง สอดคล้องกับภาพของตลาดการเงินสหรัฐฯ และการปรับตัวสูงขึ้นของสัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงเช้านี้ นอกจากนี้ เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจถูกจำกัดไว้แถวโซนแนวต้าน 33.70-33.75 บาทต่อดอลลาร์ ที่ยังคงเห็นแรงขายเงินดอลลาร์จากฝั่งผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออกบางส่วน
นอกจากนี้ ในช่วงราว 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการเคลื่อนไหวของเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) หลังรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของอังกฤษ ในเดือนกันยายน โดยเราประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของอังกฤษ อาจยังคงออกมาสูง ทำให้เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) แข็งค่าขึ้นบ้าง (กดดันให้เงินดอลลาร์ย่อตัวลง) ตามความมั่นใจของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ BOE และเราอาจจำเป็นต้องปรับมุมมองต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ใหม่ ว่า BOE อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง +25bps ในการประชุมเดือนพฤศจิกายน นี้ และเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง +25bps ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงปลายปี 2027 ถึงจะเริ่มมีโอกาสทยอยปรับลดดอกเบี้ยลงได้ อย่างไรก็ดี แม้เงินบาทอาจได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าบ้าง แต่ทว่า เงินบาทจะยังคงมีโซนแนวรับในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนที่ยังคงเห็นแรงซื้อเงินดอลลาร์จากบรรดาผู้เล่นในตลาดพอสมควรในช่วงนี้
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.40 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ