วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 09.20 น.
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.77 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.77 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย (แกว่งตัวในกรอบ 33.76-33.83 บาทต่อดอลลาร์) ตามกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ หลังมีรายงานข่าวผู้นำระดับสูงของซาอุดิอาระเบีย ปากีสถานและตุรกี ได้ร่วมประชุมกับประธานาธิบดีของอิหร่าน เพื่อลดความร้อนแรงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลงบ้าง ได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นโดยรวม โดยเฉพาะฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ พร้อมกับหนุนการรีบาวด์ขึ้นบ้างของเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการทยอยอ่อนค่าลงของเงินยูโร (EUR) จากประเด็นความกังวลต่อแนวโน้มฐานะการคลังของฝรั่งเศส ส่งผลให้โดยรวมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทเป็นไปอย่างจำกัด มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.65-33.85 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาทยอยเปิดรับความเสี่ยงในหุ้นกุล่ม AI/Semiconductor อีกครั้ง หลัง Anthropic ได้ยื่น IPO Filing กอปรกับบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมได้อานิสงส์จากความหวังสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจลดความร้อนแรงลงได้บ้าง จากความพยายามของหลายฝ่ายในการประสานการเจรจาหยุดยิง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones ปรับตัวขึ้น +0.3% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.7% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้น +0.8%
ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.8% แม้จะเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากความวุ่นวายของสถานการณ์การเมืองฝรั่งเศส ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนโดยรวมที่ทยอยออกมาสดใส นอกจากนี้ การรีบาวด์ขึ้นของหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ ASML +1.6% และความหวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจลดความร้อนแรงลง ได้เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นยุโรป
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน ไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซน 4.96%-5.02% ตามกระแสข่าวสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครองบอนด์มากนัก เพื่อรอลุ้นผลการประชุม FOMC ของ FED ในสัปดาห์นี้ แม้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ โดยเราคงมองว่า หาก FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะสอดคล้องกับคาดการณ์ของเรา หรือ ผู้เล่นในตลาด การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ดังกล่าว จะเปิดทางให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาว สามารถทยอยปรับตัวลดลงได้ในที่สุด ตามภาพเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อที่อาจชะลอลง อีกทั้ง FED มีโอกาสกลับมาลดดอกเบี้ยลงบ้าง ในระยะข้างหน้า ทำให้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ เน้น Buy on Dip ช่วงนี้ ยังมีความน่าสนใจอยู่ โดยเฉพาะในช่วงที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทะลุโซน 5.20% (หากกังวลต่อแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาว อาจพิจารณาทยอยเข้าลงทุน ทุกๆ การปรับตัวขึ้นราว +25bps ได้ ตั้งแต่โซนเหนือ 5.00%) โดย Risk-Reward ในการถือครองบอนด์ระยะยาวมีความน่าสนใจมาก (Asymmetric Risk-Reward ชัดเจน) หากประเมินในกรณีที่บอนด์ยีลด์อาจปรับตัวขึ้น/ลง เช่น +/-50bps จนถึง +/-100bps
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และการอ่อนค่าลงของเงินยูโร (EUR) จากประเด็นความกังวลฐานะการคลังของฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาเพื่อลดความร้อนแรงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้ช่วยจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์บ้าง อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นผลการประชุม FOMC ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้น สู่โซน 102 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.8-102.1 จุด)
ทองคำ – กระแสข่าวความพยายามของซาอุดิอาระเบีย ปากีสถานและตุรกี ในการลดความร้อนแรงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ได้ช่วยหนุนการรีบาวด์ขึ้นบ้างของราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทว่า บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้จำกัด การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ทำให้ ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวแถวโซน 4,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders), ข้อมูลตลาดบ้านสหรัฐฯ อย่าง ยอดซื้อบ้านใหม่ (New Home Sales), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) และ ดัชนีภาคธุรกิจของบรรดา FED สาขาต่างๆ เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการปรับนโยบายการเงินของ FED พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองยุโรป ที่ส่งผลให้ตลาดการเงินยุโรป โดยเฉพาะฝั่งตลาดบอนด์ยังคงผันผวน
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจต้องรอลุ้น ผลการเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอล (อาจรับรู้ผลการเลือกตั้งในช่วงเช้าของวันพุธที่ 28 ตุลาคม ตามเวลาประเทศไทย) ที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึง รอติดตามสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน และการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ยังคงเสี่ยงผันผวนสูงในระยะสั้น
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจต้องการรอลุ้นผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ก่อนปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน นอกจากนี้ กระแสข่าวความพยายามในการลดความร้อนแรงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งช่วยให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลงมาบ้าง อาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท อย่างไรก็ดี เงินบาทยังคงไม่สามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ชัดเจน จนกว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มคลี่คลายลงชัดเจน ทำให้ ผลการเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอล ที่จะทยอยรู้ผลในช่วงเช้าของวันพุธที่ 28 ตุลาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย จะเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด โดยหากนายกรัฐมนตรี Benjamin Netanyahu สามารถคว้าชัยชนะได้อีกครั้ง อาจเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความร้อนแรงขึ้น กดดันให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้ไม่ยาก เนื่องจากนโยบายสำคัญของนายกฯ Netanyahu คือการโค่นล้มผู้นำอิหร่าน (Regime Change) ขณะที่ หากฝั่งตรงข้าม เช่น Gadi Eisenkot อาจทำให้ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง เพื่อลดความร้อนแรงของสถานการณ์ยังพอมีความเป็นไปได้ ซึ่งอาจช่วยจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน หรืออาจทำให้ราคาพลังงานย่อตัวลงเพิ่มเติมได้บ้าง หนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินบาท พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงระยะสั้นได้
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านแถว 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะเปิดความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ